หน้ารวมกระทู้ > การเรียกเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบ...

การเรียกเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญคืน


ตามหนังสือ กค 0420.6/0733  ลงวันที่  31  สิงหาคม  2552 ถึง  สัสดีจังหวัดจันทบุรีแจ้งแนวทาง  การเรียกเงินเบี้ยหวัด บำนาญ และเงินบำเหน็จดำรงชีพ เกินสิทธิส่งคืนคลัง  จากผู้รับเบี้ยหวัด บำนาญ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการทหารและปัจจุบันกลับเข้ารับราชการใน ราชการส่วนท้องถิ่น ผมไม่เข้าใจและสงสัยว่าทำไม กรมบัญชีกลาง ไม่แก้ไขปัญหา ที่ต้นเหตุซึ่งเพียงแค่แจ้งกระทรวงกลาโหมให้ยกเลิกแนวทางปฏิบัติในการเปลี่ยนสิทธิการรับเบี้ยหวัด เป็นบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09  แต่กลับใช้วิธีเรียกเงินคืนจากบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นปลายเหตุ กรณีเช่นนี้มีอดีตข้าราชทหารที่กลับเข้ารับราชการและต้องงดเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495  รวมทั้งประเทศน่าจะมีจำนวนเป็น1,000 คน

ที่มาของเรื่องทั้งหมดผมขอสรุปสั้นๆ ดังนี้

1. กรมบัญชีกลาง มีหนังสือที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 ถึง ปลัดกระทรวงกระลาโหม แจ้งแนวทางปฏิบัติในการงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน โดยอ้าง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 89/2483 ราย จ.ต.เสนาะ  เนียมโพธิ์ทอง (กรมบัญชีกลางขอหารือ)ซึ่งสรุปว่าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย ไม่สามารถจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ได้ (พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ถือว่าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดยังมีฐานะเป็น "ข้าราชการ"อยู่)และท้ายหนังสือ ได้แจ้งยกเลิกหนังสือจ่ายบำเหน็จบำนาญ อดีตทหาร 4 ราย จะเห็นได้ว่าหนังสือที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 เป็นหนังสือในลักษณะสั่งการ ไม่ใช่การตอบข้อหารือ  และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 44/2496 (กรมบัญชีกลางขอหารือ)ได้ตอกย้ำว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดมีฐานะเป็นข้าราชการ กรมบัญชีกลางและกระทรวงกลาโหมจึงถือปฏิบัติตามความเห็น"ผู้รับเบี้ยหวัด ยังไม่ได้ออกจากราชการมาโดยตลอด ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 ยังไม่มี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จึงยึดถือ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาเป็นแนวในการวินิจฉัยว่า ผู้ใดเป็นข้าราชการทหารบ้าง

2.ต่อมาเมื่อมีแนวคิดการก่อตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ........ มีมาตรา....กำหนดให้ ข้าราชการ เป็นสมาชิก กรมบัญชีกลาง น่าจะไม่แน่ใจในฐานะของ "ผู้รับเบี้ยหวัด" ซึ่งก็คือ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั่นเอง เพราะหากถือตามแนวทางเดิม "ผู้รับเบี้ยหวัด"ซึ่งหมายถึงข้าราชการ ก็มีสิทธิเป็นสมาชิกกองทุนด้วย กรมบัญชีกลาง จึงขอหารือฐานะ "ผู้รับเบี้ยหวัด" อีกครั้ง ตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 774/2537 ซึ่งมีความเห็นว่า "ผู้รับเบี้ยหวัด"เป็นผู้ที่ออกจากราชการแล้วไม่มีฐานะเป็นข้าราชการแต่อย่างใด การสนับสนุนความเห็นที่ว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดยังมีฐานะเป็นข้าราชการ เป็นผู้ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย จะเห็นว่าความเห็นนี้ กรมบัญชีกลางได้ปฏิบัติตาม ดูได้จาก ผู้รับเบี้ยหวัดไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

3. หาก กรมบัญชีกลาง แจ้ง ยกเลิกแนวทางปฏิบัติ ตาม หนังสือที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 และแจ้งแนวทางการปฏิบัติใหม่ ตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 774/2537 ข้าราชราชการทหาร ที่ลาออก แล้วกลับเข้ารับราชการใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนกลาง  ส่วนภูมิภาค หรือ ส่วนท้องถิ่น จะมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามนิยาม"ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ซึ่งปรากฏ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 11 หรือ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 51 ประกอบ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3) แน่นอน

   4. มันเจ็บปวด ทุกข์ทรมาณขนาดไหนไม่มีใครสัมผัสได้เท่าผม ผมเคยทำหนังสือขอคัดสำเนาหนังสือ ที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 กรมบัญชีกลาง มีหนังสือ ที่ กค 0420.1/04141 ลง 18 ก.พ.51 แจ้งว่า ได้ทำลายเอกสารตามระเบียบสำนักนายกว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 แล้ว จึงไม่สามารถคัดและรับรองเอกสารได้(น่าแปลกว่าทำไม กรมบัญชีกลาง เจ้าของเรื่อง ทำลายเอกสารแล้วไม่สามารถคัดรับรองสำเนาได้ แต่กระทรวงกลาโหม ยังถือปฏิบัติตามหนังสือดังกล่าวอยู่และสามารถคัดและรับรองสำเนาส่งให้ศาลปกครองได้ ผมจึงได้เห็นหน้าตาหนังสือฉบับดังกล่าว..ยังใช้พิมพ์ดีดอยู่เลย) ต่อมาผมทำหนังสือแจ้ง กรมบัญชีกลางให้แก้ไขแนวทางปฏิบัติการงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญให้สอดคล้องกับความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 774/2537แต่ได้รับคำตอบ ตามหนังสือ ที่ กค 0406.5/03843 ลง 23 ก.พ.52 สรุปว่า หนังสือที่ กค04/16300 ลง 10 ต.ค.09 เป็นเพียงการตอบข้อหารือระหว่างกระทรวงกรมบัญชีกลางกับกระทรวงกลาโหม เท่านั้น กรมบัญชีกลางไมมีอำนาจตามกฏหมายในการกำหนดแนวทางการงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ เรื่อง การงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญกระทรวงกลาโหมเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการ ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 (เป็นงั้นไป หนังสือที่ไม่มีการอ้างถึง แถมสั่งยกเลิกบำเหน็จบำนาญ ทหารกองหนุนอีก  4 ราย เป็นหนังสือตอบข้อหาหรือได้อย่างไร ผมไมเข้าใจจริง ๆ มิหนำซ้ำ ปัจจุบัน กระทรวงกลาโหมยังถือปฏิบัติตามอยู่เลย)

5. ที่ผมสามารถบรรยายที่มาที่ไป ที่น้อยคนนักจะรู้ แม้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของ กระทรวงกลาโหมและกรมบัญชีกลาง เอง เนื่องมาจากผม พันจ่าเอกวิษณุ  ชำกรม เคยรับราชการทหารเรือ บรรจุ 26 เม.ย.30  ขอลาออกจากราชการ เมื่อ  27 พ.ย.45  บรรจุเข้ารับราชการ สังกัด กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อ  28 พ.ย.2545 ยังไม่ได้ขอรับสิทธิใด ๆ จาก ราชการทหาร เพราะเคยโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ ได้รับคำตอบว่า ลาออกแล้วกลับเข้ารับราชการ ไม่สามารถรับ เบี้ยหวัดได้ เพราะเป็นการซำซ้อน รับเงินสองทาง ต่อมาเมื่อค้นหาและศึกษากฏหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงมีความเห็นว่า เรามีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามนิยาม"ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ซึ่งปรากฏ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 11 หรือ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 51 ประกอบ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3) จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนแต่ก็ถูกปฏิเสธ จากหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งอ้างว่าไม่สามารถจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ได้ ตามแนวทาง หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 ผมจึงได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำ ที่ 1324/2550

6.ผมอยากให้กรมบัญชีกลางหันมาพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง อีกครั้งหนึ่งเหมือนที่เคยทำมาแล้วในอดีต มิใช่ปล่อยให้พวกเราอดีตรั้วของชาติต้องทุกข์ทรมาณไปตามยถากรรม ศาลท่านสามารถเป็นที่พึ่งได้อยู่แล้ว แต่ทำไมกรมบัญชีกลาง ต้องรอ น่าจะพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาที่ตนเองได้เป็นผู้ผูกเงื่อนไว้ ขอบคุณครับ  พ.จ.อ.วิษณุ  ชำกรม  ปลัดอำเภอ(เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) อำเภอบึงสามพัน  จังหวัดเพชรบูรณ์



ผู้ตั้งกระทู้ ปลัดวิษณุ :: วันที่ลงประกาศ 2009-12-30 12:01:09


ก่อนหน้า123456789...2223ถัดไป

ความเห็นที่ 1 (3100303)

มีข่าวคคืบหน้าแจ้งด้วยนะครับ

กำลังดิ้นอยู่เหมือนกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น 2cpo navy_41 (tennarom_89-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-01-10 10:52:57


ความเห็นที่ 2 (3103341)

คนหัวอกเดียวกัน ติดตามความคืบหน้าอยู่ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น บำนาญ ทบ. วันที่ตอบ 2010-01-19 19:14:32


ความเห็นที่ 3 (3105295)

มันทำกับคนที่รับใช้ชาติอย่างนี้เหรอ

ผู้แสดงความคิดเห็น อดีตทหาร จชต. วันที่ตอบ 2010-01-21 15:33:29


ความเห็นที่ 4 (3108734)

ศึกษาข้อเท็จจริง ระเบียบ กฏหมายที่เกี่ยวข้อง เอกสารลำดับความเป็นมาที่ผมฟ้องคดี ศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550 ได้ที่ e-mail:wisnu2208@hotmail.com รหัสผ่าน 22082511

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ วันที่ตอบ 2010-01-26 07:38:49


ความเห็นที่ 5 (3145314)

1.สิ่งที่ทำมาตอนเป็นทหารถ้าโดนระงับเงินเบี้ยหวัดและถูกเรียกชดใช้เงินคืน เสมือนเราไม่ได้อะไรเลยที่ปฏิบัติราชการมา

2.การลาออกเพราะเราไม่มีเส้น,ไม่รู้จักนายก,ไม่มีเงินวิ่งเต้น เราต้องดูหนังสือแล้วมาสอบแข่งขันอย่างเป็นธรรม

3.ก่อนลาออกสิทธิ์การรับเบี้ยหวัดถูกนำมาคำนวณเพื่อประกอบการตัดสินใจลาออก

4.หลังสอบแข่งขันได้และมีการเรียกรายงานตัวบางที่บอกว่าถ้าไม่สามารถมาบรรจุตามวันเวลาได้จะถือว่าสละสิทธิ์หรือต้องยอมให้ข้ามไป ซึ่งทำให้ตัดสินใจลาออกเพราะ 1.ทันเวลา 2.การโอนต้องเสียเวลามาก 3.พิจารณาแล้วว่าเงินเดือนใหม่รวมกับเบี้ยหวัดก็ใกล้เคียงกันกับเงินเดือนก่อนลาออกนี้ 4.ยอมสละอายุราชการเดิมแล้วไปนับใหม่ 5.งานใหม่ทำให้เราสามารถเติมโตในหน้าที่การงานได้พอสมควร ซึ่งจะทำให้เราสามารถช่วยเหลือครอบครัวเราได้ดีขึ้นยิ่งพ่อแม่ผมยากจนด้วย

5.การโอนมาไม่ต้องสอบแข่งขัน,มีเส้นรู้จักคน,มีเงิน, ได้ทั้งอายุราชการพร้อมเงินเดือนมานับต่อจากเดิมซึ่งได้สิทธิดีกว่าเสียอีกและไม่ต้องมีปัญหาเหมือนในตอนนี้ด้วย

6.ผู้โอนมาได้อายุราชการและเงินเดือนมานับต่อ เวลาเลื่อนระดับสามารถใช้ฐานเงินเดือนมาคิดร่วมด้วย เช่นระดับ 5 ต้องมีคุณสมบัติว่า ต้องได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของระดับ ฯ ,การนำฐานเงินเดือนคำนวณการรับโบนัสซึ่งทำให้ได้รับมากขึ้น ตรงนี้เพียงจะชี้ให้เห็นว่าการโอนมาได้สิทธิดีกว่า (ไม่ได้ว่าผู้โอนมานะครับเพียงแค่เปรียบเทียบ) แต่ทำไมถึงกระทำกับพวกเราเช่นนี้

7.แนวทางที่ดี ประชุมหาแนวทางออกที่ไม่ทำให้พวกกระผมเดือดร้อน เช่น ประชุมกลาโหม,กรมบัญชีกลาง,กระทรวงการคลัง,คณะกรรมการกฤฏีกา,สำนักนายกรัฐมนตรี โดยออกกฎหมายมารองรับปัญหาในอนาคต และแก้ไขปัญหาปัจจุบัน
 

 

.

ผู้แสดงความคิดเห็น หมึก วันที่ตอบ 2010-03-04 11:00:03


ความเห็นที่ 6 (3145398)

ผมจะหมดสิทธิ์รับเบี้ยหวัดในสิ้นเดือนนี้แต่จังหวัดทหารบกแจ้งว่ากรมบัญชีกลางให้ส่งคำส่งบรรจุทำงานในท้องถิ่นไปให้ ถ้าอย่างนี้ผมก็อ็วกสิครับ ถ้าเรียกเงินคืน 10 ปีนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ทหารเรือ (thung_local-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-03-04 16:45:03


ความเห็นที่ 7 (3146761)

 

 

(ค.2)
O คำแถลง
                                                                       คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550
                                                                                คดีหมายเลขแดงที่ .........../25........
      ศาลปกครองกลาง
                                                                             วันที่……….เดือน..........................พุทธศักราช 25…….
                        
                                        พันจ่าเอก วิษณุ ชำกรม .................................................……………..ผู้ฟ้องคดี    ระหว่าง         
        เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ.................................................................ผู้ถูกฟ้องคดี
 
                                ข้าพเจ้า พันจ่าเอก วิษณุ ชำกรม ในฐานะที่เป็น ผู้ฟ้องคดี เกิดวันที่ 22 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2511 อายุ 42 ปี อาชีพ รับราชการ ตำแหน่ง ปลัดอำเภอ(เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) สังกัด กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 8 ตำบลเพชรละคร อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ รหัสไปรษณีย์ 67140 โทรศัพท์ 0851853438 ขอยื่นคำแถลงมีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้
ข้าพเจ้าเคยรับราชการทหาร  สังกัด หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือโดยบรรจุเข้ารับราชการ ได้นับเวลาราชการ ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2530  เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ข้าพเจ้าขอลาออกจากราชการ โดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มีคำสั่งให้ข้าพเจ้าออกจากราชการ เป็น พันจ่ากองหนุน ประเภทที่ 1 ชั้นที่ 2 มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับฯ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2545  ต่อมาข้าพเจ้าได้รับการบรรจุเข้ารับราชการพลเรือน ตำแหน่ง ปลัดอำเภอ(เจ้าพนักงานปกครอง 3) สังกัด กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ภายหลังออกจากราชการทหารข้าพเจ้าได้โทรศัพท์สอบถามและไปติดต่อที่ กรมกำลังพลทหารเรือ เรื่องสิทธิประโยชน์เมื่อออกจากราชการทหาร เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้ที่ลาออกจากราชการทหารแล้วกลับเข้ารับราชการใหม่ในลักษณะเดียวกันกับข้าพเจ้า ไม่มีสิทธิรับเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ  เนื่องจากจะเป็นการรับเงินซ้ำซ้อนกับเงินเดือนครั้งหลัง ต้องงดเบี้ยหวัดและให้ยื่นเรื่องขอนับเวลาราชการตอนเป็นทหารต่อเนื่องกับเวลาราชการในครั้งหลัง ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ดำเนินการขอรับสิทธิประโยชน์ เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ จากการรับราชการทหารแต่อย่างใด ต่อมาข้าพเจ้าได้ศึกษา ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า บทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ตาม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 11 (ตามเอกสารหมายเลข 1) และ พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 51 (ตามเอกสารหมายเลข 2) เป็นการกำหนดสถานภาพผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ไว้ ซึ่งหมายถึง ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ที่เข้าเหตุงดเบี้ยหวัด ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)(6) (ตามเอกสารหมายเลข 3) กรณีใดกรณีหนึ่งหรือหลายกรณี
 
-2-
ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้า กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฏหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ   เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ต้องถูกงดเบี้ยหวัดและมีฐานะเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” จึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3) (ตามเอกสารหมายเลข 4) ประกอบ พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 51 ข้าพเจ้าจึงดำเนินการ ขอรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน แต่ได้รับการปฏิเสธ ข้าพเจ้าได้อุทธรณ์คำสั่ง และฟ้องคดี ต่อ ศาลปกครองกลาง ตามลำดับ
ตามคำให้การ คำให้การเพิ่มเติม และ พยานเอกสาร ของ ผู้ถูกฟ้องคดี  อ้างว่า ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จ บำนาญ เหตุทดแทน เนื่องจาก“ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย”  และ “ยังไม่ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดและกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการก่อนพ้นกองหนุนประเภทที่ 1 ชั้นที่ 2 ” โดยมีเหตุผล ดังนี้
 
1. เหตุผลที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าข้าพเจ้า“ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย”  
 
ในขณะที่ยังไม่มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ถูกฟ้องคดี ได้ถือปฏิบัติว่า ผู้ใดเป็นข้าราชการทหารนั้น ก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยการรับราชการทหารรวมทั้งกฏข้อบังคับและระเบียบวินัยของกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 11 มาตรา 26 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงถือปฏิบัติว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็นผู้ที่ “ยังไม่ได้ออกจากราชการ”   เมื่อทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด กลับเข้ารับราชการทางพลเรือนในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  จึงทำให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือน ซึ่งจะจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ไม่ได้ เพราะถือว่ายังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย โดยอ้างแนวทางตามหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2509  ซึ่งอ้าง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 89/2483 ในรายจ่าตรีเสนาะ เนียมโพธิ์ทอง (ตามเอกสารหมายเลข 5)   “ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด” มีฐานะเป็น“ผู้ที่ยังไม่ออกจากราชการ” หรือ“ข้าราชการ” ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าลาออกจากราชการทหาร ต้นสังกัด สั่งให้ออกจากราชการ เป็น “พันจ่ากองหนุน ประเภทที่ 1 ชั้นที่ 2 มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด” หมายถึง  ให้เป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด  เมื่อกลับเข้ารับราชการในขณะที่มีฐานะเป็น ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด จึงเป็นการกลับเข้ารับราชการ(พลเรือน)ในขณะที่ยังมีฐานะเป็นข้าราชการ(ทหาร) จึงทำให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือน จะจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ไม่ได้ เพราะถือว่ายังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย ซึ่งหมายความว่า
พยานเอกสาร ที่สนับสนุนแนวทางปฏิบัติดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดี
                1) ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เสร็จที่ 89/2483 เรื่อง บำเหน็จ “จ่าตรี เสนาะ เนียมโพธิ์ทอง” โดย กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานที่ขอให้พิจารณา เมื่อ พ.ศ.2482 (ตามเอกสารหมายเลข 6) สรุปได้ว่า หากทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดกลับเข้ารับราชการพลเรือนสามัญทำให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือนไม่สามารถจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ได้ เพราะถือว่ายังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย
 
 
 
-3-
                2) ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เสร็จที่ 4/2513 เรื่อง การย้ายประเภททหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ โดย เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานที่ขอให้พิจารณา เมื่อ พ.ศ.2512  (ตามเอกสารหมายเลข 7) สรุปได้ว่า กระทรวงกลาโหม มีแนวทางปฏิบัติ ในการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ในกรณีที่ทหารกองหนุนเบี้ยหวัดจะย้ายไปรับราชการทางพลเรือน โดยสั่งปลดเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด ก่อนที่จะเข้ารับราชการใหม่ 2 วัน เพื่อไม่ให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือน จะได้มีฐานะเป็นผู้ที่ออกจากราชการแล้ว เพื่อให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เป็นการสงเคราะห์ทหารกองหนุนเบี้ยหวัดที่จะย้ายไปรับราชการทางพลเรือน แต่แนวทางปฏิบัติ ในการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ดังกล่าว ไม่ถูกต้อง ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8
3) ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เสร็จที่ 44/2496 เรื่อง บำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดย กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานที่ขอให้พิจารณา เมื่อ พ.ศ.2494 (ตามเอกสารหมายเลข 8) สรุปได้ว่า หน่วยงานขอหารือมีคำถามว่า ....คำว่า “ออกจากราชการ” นั้น หมายความว่าอย่างไร ขอได้โปรดอธิบายให้คำตอบโดยละเอียด และตามตัวอย่างต่อไปนี้
ข้อ.1  ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น จะถือว่าออกจากราชการเมื่อใด
ข้อ.2  ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด จะถือว่าออกจากราชการหรือไม่ถ้ายังไม่ออกจะถือว่าออกเมื่อใด
ข้อ.3 ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น แล้วต่อมากระทรวงกลาโหมมีคำสั่งให้เป็น กองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดอย่างหนึ่ง หรือให้เป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองอย่างนี้จะถือว่าเป็นการออกจากราชการแต่เมื่อใดหรือไม่
ข้อ.4 ร.ท.ก. ได้รับอนุญาตให้ลาออกเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัด และ ร.ท.ข. ทางราชการให้ออกเป็นนายทหารนอกราชการรับบำนาญ พร้อมกันทั้ง 2 นาย และ ได้ร่วมกันทำไร่อยู่ที่จังหวัดจันทบุรีทั้งสองนาย ดังนี้จะเรียกว่าใครออกจากราชการหรือไม่อย่างไร    คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบข้อหารือว่า ….ปัญหาที่ว่าเมื่อใดจึงจะถือว่าข้าราชการต้องออกจากราชการนั้น....ข้าราชการทหารนั้น ก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยการรับราชการทหารรวมทั้งกฏข้อบังคับและระเบียบวินัยของกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
ข้อ.1  ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น ยังไม่มีเหตุใดที่จะถือว่าออกจากราชการ ตามนัยแห่งมาตรา 11 และ มาตรา 26 แห่ง พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
ข้อ.2 ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด ถือว่าออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด
ข้อ.3 ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น แล้วต่อมากระทรวงกลาโหมมีคำสั่งให้เป็น กองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดอย่างหนึ่ง หรือให้เป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองกรณีเป็นการออกจากราชการเมื่อ กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งให้เป็น กองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดอย่างหนึ่ง
ข้อ.4  ร.ท.ก. ยังไม่ออกจากราชการ ส่วน ร.ท.ข. ออกจากราชการแล้ว
 
 
 
-4-
 
                ข้าพเจ้าเห็นว่า แนวทางที่ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็นผู้ที่“ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย” ดังกล่าว ไม่ถูกต้อง โดยมีเหตุผลดังนี้
                        1)ไม่มี ระเบียบ กฎหมายใด รับรองว่า “ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด” มีฐานะเป็น “ข้าราชการ” หรือ “ข้าราชการทหาร”
                2) กรมบัญชีกลาง กระทรวงกลาโหม และกรมกำลังพลทหารเรือ ถือปฏิบัติว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็น “ผู้ที่ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย” ซึ่งหมายความว่า  “ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด” มีฐานะเป็น “ผู้ที่ยังไม่ออกจากราชการ” หรือ “ข้าราชการ 
เมื่อ กระทรวงการคลัง ได้เสนอหลักการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและคณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ......ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการทุกคนที่เข้ารับราชการภายหลังจากพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นสมาชิกกองทุนและข้าราชการที่รับราชการอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจะเข้าเป็นสมาชิกกองทุนหรือไม่ก็ได้ จึงมีปัญหาว่าผู้รับเบี้ยหวัดตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 มีฐานะเป็นข้าราชการหรือไม่ เพื่อพิจารณาว่าผู้รับเบี้ยหวัดจะต้องเป็นสมาชิกกองทุนหรือไม่ ดังนั้น กรมบัญชีกลางจึงขอหารือว่า “ผู้รับเบี้ยหวัด” ตามข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม มีสถานภาพเป็นข้าราชการหรือไม่
คณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่า “ผู้รับเบี้ยหวัด” ตามข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะต้องเป็นผู้ซึ่งออกจากราชการแล้วและเป็นผู้ซึ่งไม่มีตำแหน่งราชการประจำในกระทรวงกลาโหม จึงไม่มีฐานะเป็น“ข้าราชการ” ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521  
พยานเอกสาร ที่สนับสนุนความเห็นดังกล่าวของข้าพเจ้า
1) พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4   กำหนดว่า “ข้าราชการ” หมายความว่า ทหารและข้าราชการพลเรือน “ทหาร” หมายความว่า นายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน ตลอดจนว่าที่ยศนั้น ๆ และพลทหารประจำการ
2) พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 3 กำหนดว่า “ข้าราชการ” หมายความว่า .....ข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร....
                3) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 4 กำหนดว่า “ข้าราชการทหาร” หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งทหาร(ตามเอกสาร           หมายเลข 9)
 4) ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา  เลขเสร็จ 774/2537 เรื่อง ฐานะของ “ผู้รับเบี้ยหวัด” ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 โดย กรมบัญชีกลาง เป็นหน่วยงานหารือ เมื่อ พ.ศ.2537 (ตามเอกสารหมายเลข 10)
 
 
-5-
 2.เหตุผลที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าข้าพเจ้า “ยังไม่ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”
 
                               ผู้ถูกฟ้องคดีถือปฏิบัติว่า ผู้ที่มีฐานะเป็น  “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ตาม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 11 หรือ ตาม พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 51  สำหรับนายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด จะต้องเข้าเหตุงดเบี้ยหวัด กรณีใด กรณีหนึ่ง ดังนี้
 กรณีที่ 1 เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(2) คือจะต้องพ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2 ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
                กรณีที่ 2 เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(6 )คือจะต้องเป็นผู้เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะกระทำการตามหน้าที่ต่อไปได้
พยานเอกสาร ที่สนับสนุนแนวทางปฏิบัติดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดี
                1) หนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2509  เรื่อง การงดรับเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ อ้างอิง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เสร็จที่ 89/2483 เรื่อง บำเหน็จ “จ่าตรี เสนาะ เนียมโพธิ์ทอง” โดย กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานที่ขอให้พิจารณา เมื่อ พ.ศ.2482(ตามเอกสารหมายเลข 5)    
ข้าพเจ้าเห็นว่า แนวทางที่ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า ข้าพเจ้า “ยังไม่ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”
ไม่ถูกต้อง โดยมีเหตุผลดังนี้
1) กระทรวงกลาโหม และกรมกำลังพลทหารเรือ ยังคงถือปฏิบัติเรื่อง การย้ายประเภทนายทหารประทวนหรือพลทหารมีเบี้ยหวัด ออกรับบำเหน็จบำนาญ ตามที่กรมบัญชีกลาง แจ้งแนวทางปฏิบัติ ตามหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2509  เรื่อง การงดรับเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ อ้างอิง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เสร็จที่ 89/2483 เรื่อง บำเหน็จ “จ่าตรี เสนาะ เนียมโพธิ์ทอง”  มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน แต่ กรมบัญชีกลาง ได้แจ้งข้าพเจ้าตามที่ข้าพเจ้ามีหนังสือถึงกรมบัญชีกลางเพื่อขอให้คัดและรับรองหนังสือฉบับดังกล่าว ว่า ได้ดำเนินการทำลายหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2509 ตามนัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 จึงไม่สามารถคัดและรับรองสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ (ตามเอกสารหมายเลข 11) การย้ายประเภททหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ออกรับบำเหน็จบำนาญ จะต้องเป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงกลาโหม โดยที่กรมบัญชีกลางมิได้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดแนวทางการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ สำหรับหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2509 เป็นเพียงการตอบข้อหารือระหว่างกรมบัญชีกลางและกระทรวงกลาโหมเท่านั้น มิใช่การกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณีงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญแต่อย่างใด (ตามเอกสารหมายเลข 12)
                        2) การย้ายประเภทนายทหารประทวนหรือพลทหารมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงกลาโหม กรมกำลังพลทหารเรือ ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติ “ทหารซึ่งออก
 
-6-
จากกองหนุนเบี้ยหวัด”  ตามมาตรา 11 แห่ง พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ซึ่งหมายความถึง บทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”  ตามมาตรา 51 แห่ง พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ที่ได้บัญญัติขึ้นในภายหลังด้วย    และ“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” หมายถึง ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ที่เข้าเหตุงดเบี้ยหวัด ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)(6) กรณีใดกรณีหนึ่งหรือหลายกรณี   ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า การออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด เป็นไปตาม มาตรา 9 แห่ง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจาก ไม่ปรากฏคำว่า “เบี้ยหวัด” ในบทบัญญัติตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 แต่อย่างใด และบทบัญญัติตาม มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เป็นเพียงการกำหนดระยะเวลาการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ และการอยู่ในกองหนุน ชั้นที่ 1,2,และ 3 ตามระยะเวลา ของ ทหารกองหนุนประเภทที่ 1 เท่านั้น
3) “ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด” จำแนกได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด กับ นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด   ทั้ง 2 กลุ่ม เมื่อเข้าเหตุงดเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 จะต้องออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัดและมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามบทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด” เช่นเดียวกัน จะเห็นว่า การย้ายประเภททหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ตามแนวทางหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่ 10  ตุลาคม 2509  เรื่อง การงดรับเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ทั้ง 2 กรณี  ไม่สามารถอธิบาย กรณีของ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัดได้ เนื่องจาก การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ของ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(1) ประกอบ ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536 ลง 14 พ.ย.82 ข้อ 11
4) การงดรับเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ หรือ การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด จะต้องเป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 หรือ ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536 ลง 14 พ.ย.82   
                 “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” “การออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด” เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)หรือ(6) กรณีใดกรณีหนึ่งหรือหลายกรณี ด้วยเหตุผล ดังนี้
                 4.1) ไม่มี ข้อความ หรือบทบัญญัติ ตามระเบียบ กฏหมายใด อธิบายความหมาย “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ไว้โดยชัดแจ้ง มีเพียงข้อความ การงดเบี้ยหวัด ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)หรือ(6) เท่านั้นที่สามารถอธิบายได้ ซึ่งทั้ง 6 กรณี ไม่มีเกี่ยวข้องกัน มีความเท่าเทียมกัน แต่ กรมบัญชีกลาง กระทรวงกลาโหม และ ผู้ถูกฟ้องคดี กลับ วินิจฉัย หรือตีความ และยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติมาโดยตลอด ว่า การออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด มี 2 กรณี คือ 1.การปลดจากกองหนุน ชั้นที่ 2 สำหรับนายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด หรือ การครบการพ้นอายุกองหนุน สำหรับนายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด 2. เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะกระทำการตามหน้าที่ต่อไปได้
 
 
-7-
ตามแนวทางปฏิบัติของ ผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด เข้าเหตุงดเบี้ยหวัด ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1)(2)(6) จะตีความและถือปฏิบัติว่า ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด” มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน แต่หากเข้าเหตุงดเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3)(4)(5) จะตีความและถือปฏิบัติว่า ไม่ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด” ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ซึ่งเป็นการตีความและถือปฏิบัติไม่ถูกต้อง เนื่องจาก ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)(6) ไม่มีข้อความใด ๆ ที่กำหนดว่าการงดเบี้ยหวัด ด้วยเหตุต่าง ๆ นั้น เข้าเหตุใดถือว่า ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” เข้าเหตุใดไม่ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ดังนั้น จะสามาถตีความและถือปฏิบัติ ได้เพียง 2 แนวทาง เท่านั้น คือ 1. หากจะตีความว่า ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ก็ต้องหมายถึงทุกเหตุ  หากจะตีความว่า ไม่ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ก็ต้องหมายถึงทุกเหตุด้วย
4.2) ไม่ปรากฏมีบทบัญญัติใด ตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ที่เกี่ยวข้องกับ นายทหารสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งจะต้องมีการ “ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” เช่นเดียวกันกับ นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัด เนื่องจาก การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดของ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(1) ซึ่งขยายความโดย ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536 ลง 14 พ.ย.82  มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7) กรณีใดกรณีหนึ่งหรือหลายกรณี
                 เมื่อพิจารณา ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1) นายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้  ข้อ (2) นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัดซึ่งปลดจากประเภทนี้   จะเห็นว่า ข้อบังคับฯ ข้อ 8 (1) ปรากฏคำว่า “ย้าย”หรือ “ปลด” แต่ข้อบังคับฯ ข้อ 8 (1) ปรากฏเพียงคำว่า“ปลด” เท่านั้น เนื่องจากคำว่า “ปลด” ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมายถึง การพ้นกำหนดระยะเวลา กล่าวคือ พ้นกองหนุน ชั้นที่ 2 สำหรับนายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด และ การพ้นอายุกองหนุน สำหรับนายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งขึ้นอยู่กับชั้นยศ
                        ดังนั้น การออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด ด้วยเหตุ “ปลด” ซึ่งหมายถึงทหารกองหนุน เข้าเหตุดังนี้
1. นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งเข้าเหตุ ตามข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536 ลง 14 พ.ย.82  มาตรา 4 ข้อ 11 (6) และ ข้อ 12
                2. นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งเข้าเหตุ ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (2) ประกอบ มาตรา 9 แห่ง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497
                        ส่วนคำว่า “ย้าย” หมายถึงเหตุอื่นซึ่งไม่ใช่ การพ้นกำหนดระยะเวลา ซึ่งหมายถึงทหารกองหนุน เข้าเหตุดังนี้
1. นายทหารชั้สัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งเข้าเหตุ ตามข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536 ลง 14 พ.ย.82  มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(7) และเข้าเหตุตาม  ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3)(4)(5)(6)
-8-
 
2. นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งเข้าเหตุ ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3)(4)(5)(6) 
5) ตามแนวทางปฏิบัติของ ผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด เข้าเหตุ “ย้าย” ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1) จะตีความและถือปฏิบัติว่า ไม่ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด” ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน แต่หากเข้าเหตุ “ปลด” ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1) จะตีความและถือปฏิบัติว่า ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด” มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ซึ่งเป็นการตีความและถือปฏิบัติไม่ถูกต้อง เนื่องจาก ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (1) ไม่มีข้อความใด ๆ ที่กำหนดว่าการงดเบี้ยหวัด ด้วยเหตุต่าง ๆ นั้น เข้าเหตุใดถือว่า ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” เข้าเหตุใดไม่ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ดังนั้น จะสามาถตีความและถือปฏิบัติ ได้เพียง 2 แนวทาง เท่านั้น คือ 1. หากจะตีความว่า ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ก็ต้องหมายถึงทุกเหตุด้วย  หากจะตีความว่า ไม่ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ก็ต้องหมายถึงทุกเหตุด้วย
6) การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ของ นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ไม่ได้หมายถึง การพ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2 ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ประกอบ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 เท่านั้น เนื่องจากการพ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2 เป็นเพียงเหตุประการหนึ่ง ที่ทำให้ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” จึงไม่ได้หมายความว่า การออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด ด้วยเหตุงดเบี้ยหวัด กรณีอื่น ๆ จะทำให้ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด พ้นจากทหารกองหนุนชั้นที่ 2 ไปด้วย เมื่อข้าพเจ้าออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดด้วยเหตุ เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3) ประกอบ พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 51 ข้าพเจ้ายังคงมีฐานะเป็น พันจ่ากองหนุนประเภทที่ 1 ชั้นที่ 2 เนื่องจากการรับราชการพลเรือนไม่เป็นเหตุให้ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด พ้นจากฐานะทหารกองหนุน เห็นได้จาก กฎกระทรวงกลาโหม ที่..............ออกตามความ มาตรา .......แห่ง .พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 9 ข้อ........... ที่กำหนดว่า ทหารกองหนุน ที่ได้รับการยกเว้นได้รับการยกเว้น ไม่ต้องถูกเรียกระดมพล.............ปลัดอำเภอ..........        
                ทั้งนี้ การออกจากกองหนุนตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(4) และ ตามข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536 ลง 14 พ.ย.82  มาตรา 4 ข้อ 11 (4) ก็จะไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เนื่องจากกระทำความผิด ตามที่กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ บัญญัติไว้
พยานเอกสาร ที่สนับสนุนความเห็นดังกล่าวของข้าพเจ้า
1.ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536 ลง 14 พ.ย.82  มาตรา 4 ข้อ 11 ข้อ 12
 
-9-
2.ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8
3. พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 9
4. กฎกระทรวงกลาโหม ที่..............ออกตามความ มาตรา .......แห่ง .พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 9 ข้อ...........
                ตามพยานเอกสารและเหตุผล ที่ข้าพเจ้าแสดงและกล่าวมาทั้งหมด ข้าพเจ้าจึงมีฐานะเป็น ผู้ออกจากราชการทหาร แล้ว ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ตามคำสั่ง หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ที่............../2546 ลงวันที่.............เดือน...............พ.ศ.................. และเมื่อเข้ารับราชการพลเรือน ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 จึงถูกงดเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3) และ มีฐานะเป็น  “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด” ตามมาตรา 51 แห่ง พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 จึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2545
                                การที่เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติในเรื่อง การงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย และยังแสดงให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ข้าพเจ้าจึงได้รับความเสียหายอันเกิดจากผลกระทบ ที่ไม่ได้รับเงินบำนาญตามระยะเวลาอันสมควร ตามระเบียบ กฎหมาย เป็นการละเมิด ตาม พระราชบัญญัญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ทำให้ข้าพเจ้าได้รับความเดือดร้อนจากการครองชีพเนื่องจากไม่ได้รับเงินบำนาญ ข้าพเจ้าจึงขอศาลได้โปรดมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ ผู้ถูกฟ้องคดี ดำเนินการเพื่อให้ข้าพเจ้าได้รับค่าเสียหายอันเกิดจากผลกระทบ ที่ไม่ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาอันสมควร ดังกล่าว โดยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินบำนาญที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 จนถึงวันที่ข้าพเจ้าได้รับเงินบำนาญ
 
                                                                                                                พ.จ.อ.                                         ผู้ฟ้องคดี
                                                                                                                           (วิษณุ ชำกรม)
 โทร.0851853438
ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-03-07 19:42:06


ความเห็นที่ 8 (3147214)

อยากติดต่อกับคุณหมึก(ความเห็นที่ 5)  ไม่รู้ว่าจะติดต่อได้อย่างไร  (คุณมีความคิดเห็นเหมือนกับผม อยากจะคุยด้วยครับ)

ผู้แสดงความคิดเห็น เทวดาตกสวรรค์ วันที่ตอบ 2010-03-08 13:10:14


ความเห็นที่ 9 (3148157)

ไปทำสัญญากับกองทัพมาแล้ว(8 มี.ค.53)พี่เจ้าหน้าที่พูดคุญดีและหยอกเล่นเชิงจริงว่าให้เก็บเงินไว้บ้างอย่าใช้หมด มีปลัดท้องถิ่นโดนเรียกเงินคืนหลายคนแล้ว ผมถามว่ากองทัพเรียกหรือครับ ไม่ใช่กองทัพไม่มีอำนาจมีแต่กรมบัญชีฯ เขาเรียก กำลังทำหนังสือแจ้งเวียนอยู่ แล้วผมก้ไม่ได้ถามต่อ ก็เลยท ำสัญญาไปตามที่พี่เขาให้ทำ ตอนนี้จึงได้แต่รอ เคยโทรปรึกษาสภาทนายความ และเล่าความจำเป็นถ้าถูกงดเบี่ยหวัดและเรียกคืน เขาก็ให้คำแนะนำว่าถ้ามีคำสั่งออกก็รองถือคำสั่งมาปรึกษาได้ทางสภาฯจะช่วย (0860735874 หมึก )

ผู้แสดงความคิดเห็น หมึก วันที่ตอบ 2010-03-10 15:13:51


ความเห็นที่ 10 (3152564)

ถึง  ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ทุกท่านที่กำลังมีความทุกข์เนื่องจากกำลังจะถูกเรียกเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน คืน ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดง ที่ อ.481/2551 หรือ ข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ที่ลาออกจากราชการทหาร เป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัด แล้วถูกงดเบี้ยหวัด แต่ไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน

      คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดง ที่ อ.481/2551 นั้นเป็นเพียงขั้นแรกกล่าวคือเมื่องดเบี้ยหวัดแล้ว จะเกิดสิทธิบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ครับ ไม่ใช่งดแล้วงดเลย ไม่เกิดสิทธิ       ใด ๆ ตามที่ กรมบัญชีกลาง และกระทรวงกลาโหม เข้าใจและถือปฏิบัติ

ผมได้ฟ้องคดีในเรื่องนี้ และขอยืนยันว่า กรมบัญชีกลาง และกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย ท่านมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนแน่นอน ครับ ลองศึกษารายละเอียด (คำแถลงที่ผมร่างไว้-เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ผมจะส่งให้ศาลก่อนที่ศาลจะนัดพิจารณาคดี)ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้นะครับ  จาก ปลัดวิษณุ โทร. 0851853438

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(.2)

O คำแถลง

                                                                       คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550

                                                                                คดีหมายเลขแดงที่ .........../25........

      ศาลปกครองกลาง

                                                                             วันที่……….เดือน..........................พุทธศักราช  25…….

                        

                                        พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม  .................................................……………..ผู้ฟ้องคดี    ระหว่าง          

        เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ.................................................................ผู้ถูกฟ้องคดี

 

                                ข้าพเจ้า พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม ในฐานะที่เป็น ผู้ฟ้องคดี เกิดวันที่ 22 เดือน สิงหาคม  .. 2511 อายุ 42 ปี อาชีพ รับราชการ  สังกัด กรมการปกครอง  กระทรวงมหาดไทย อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่  8  ตำบล           เพชรละคร อำเภอหนองไผ่  จังหวัดเพชรบูรณ์  รหัสไปรษณีย์  67140  โทรศัพท์  0851853438  ขอยื่นคำแถลงมีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้

ข้าพเจ้าเคยรับราชการทหาร  สังกัด หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ตั้งแต่วันที่  26  เมษายน  2530  สมัครเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ข้าพเจ้าขอลาออกจากราชการ  หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน  มีคำสั่งให้ออกจากราชการ เป็น พันจ่ากองหนุน ประเภทที่  1  ชั้นที่  2  มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด  ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495  ตั้งแต่วันที่  27  พฤศจิกายน  2545 ขณะออกจากราชการ ได้รับเงินเดือนในอัตราเดือนละ 11,050 บาท และเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ ในอัตราเดือนละ 360 บาท  ต่อมาได้เข้ารับราชการพลเรือน  สังกัด  กรมการปกครอง  กระทรวงมหาดไทย  ตั้งแต่ วันที่  28  พฤศจิกายน  2545 ได้รับเงินเดือนในอัตราเดือนละ 6,360 บาท  ภายหลังออกจากราชการทหารข้าพเจ้าได้โทรศัพท์สอบถามและไปติดต่อที่ กรมกำลังพลทหารเรือ เรื่องสิทธิประโยชน์เมื่อออกจากราชการทหาร เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้ที่ลาออกจากราชการทหารแล้วกลับเข้ารับราชการใหม่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ  เนื่องจากจะเป็นการรับเงินซ้ำซ้อนกับเงินเดือนครั้งหลัง  ต้องงดเบี้ยหวัดและให้ยื่นเรื่องขอนับเวลาราชการตอนเป็นทหารต่อเนื่องกับเวลาราชการในครั้งหลัง ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ดำเนินการขอรับสิทธิประโยชน์ เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ จากการรับราชการทหารแต่อย่างใด ต่อมาข้าพเจ้าได้ศึกษา ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ตาม  พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2494 มาตรา 11  (ตามเอกสารหมายเลข 1) หรือตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2539  มาตรา 51  (ตามเอกสารหมายเลข 2) มีบทบัญญัติ ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดกำหนดฐานะของผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ไว้ หมายถึง ทหารกองหนุน

 

-2-

 

มีเบี้ยหวัด ซึ่งถูกงดเบี้ยหวัด ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)(6) (ตามเอกสารหมายเลข 3) กรณีใดกรณีหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้า กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฏหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ   เมื่อวันที่ 28  พฤศจิกายน  2545 ต้องถูกงดเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (3) จึงมีฐานะเป็นทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดตามมาตรา 51  แห่ง พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2539  และมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตั้งแต่วันที่ 28  พฤศจิกายน  2545  ข้าพเจ้าจึงดำเนินการ ขอรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน แต่ได้รับการปฏิเสธจากผู้ถูกฟ้องคดี  จึงอุทธรณ์คำสั่ง และฟ้องคดี ต่อ ศาลปกครองกลาง ตามลำดับ

ตามคำให้การ คำให้การเพิ่มเติม และ พยานเอกสาร  ผู้ถูกฟ้องคดีถือปฏิบัติว่าข้าพเจ้าไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน เนื่องจาก“ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย  และ ยังไม่ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”  โดยมีเหตุผลดังนี้

1. ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า ข้าพเจ้า“ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย มีเหตุผลดังนี้

ในขณะที่ยังไม่มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 กรมบัญชีกลาง กระทรวงกลาโหม และกรมกำลังพลทหารเรือ  ได้ถือปฏิบัติว่า ผู้ใดเป็นข้าราชการทหารนั้น ก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยการรับราชการทหารรวมทั้งกฏข้อบังคับและระเบียบวินัยของกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 11  มาตรา  26 

ผู้ถูกฟ้องคดี มีแนวทางปฏิบัติในการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ สรุปว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็นผู้ที่ ยังไม่ได้ออกจากราชการ   เมื่อทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด กลับเข้ารับราชการทางพลเรือนในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  จึงทำให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือน ซึ่งจะจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ไม่ได้ เพราะถือว่ายังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย โดยอ้างแนวทางตามหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300  เรื่อง การงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ  ลงวันที่  10  ตุลาคม  2509  (ตามเอกสารหมายเลข 4)    ซึ่งอ้าง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ในรายจ่าตรีเสนาะ  เนียมโพธิ์ทอง   

จะเห็นว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด  ตามนัยหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่  10  ตุลาคม  2509  มีฐานะเป็น ผู้ที่ยังไม่ออกจากราชการ หรือ ข้าราชการ  

ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าลาออกจากราชการทหาร หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สั่งให้ออกจากราชการ เป็น พันจ่ากองหนุน ประเภทที่ 1  ชั้นที่ 2 มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด หมายถึง  ให้เป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด  เมื่อกลับเข้ารับราชการในขณะที่มีฐานะเป็น ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ผู้ถูกฟ้องคดีจึงถือปฏิบัติว่าเป็นการกลับเข้ารับราชการ(พลเรือน)ในขณะที่ยังมีฐานะเป็นข้าราชการ(ทหาร) จึงทำให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือน จะจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ไม่ได้ เพราะถือว่ายังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย

มีความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่สนับสนุนแนวทางปฏิบัติของ กรมบัญชีกลางและผู้ถูกฟ้องคดีที่ถือว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็น ผู้ที่ยังไม่ออกจากราชการ หรือ ข้าราชการ ดังนี้

 

-3-

 

 1) ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 89/2483 เรื่อง  บำเหน็จ “จ่าตรี เสนาะ เนียมโพธิ์ทอง” (ตามเอกสารหมายเลข 5)   โดย กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานที่ขอให้พิจารณา เมื่อ พ.ศ.2482  สรุปว่า เมื่อทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดกลับเข้ารับราชการพลเรือนสามัญทำให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือนไม่สามารถจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ได้ เพราะถือว่ายังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย

2) ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 44/2496 เรื่อง บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ตามเอกสารหมายเลข 6)   โดย กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานที่ขอให้พิจารณา เมื่อ พ.ศ.2494  สรุปว่า  หน่วยงานขอหารือมีคำถามว่า  ....คำว่า “ออกจากราชการ” นั้น หมายความว่าอย่างไร ขอได้โปรดอธิบายให้คำตอบโดยละเอียด และตามตัวอย่างต่อไปนี้

ข้อ.1  ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น จะถือว่าออกจากราชการเมื่อใด

ข้อ.2  ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด จะถือว่าออกจากราชการหรือไม่ถ้ายังไม่ออกจะถือว่าออกเมื่อใด

ข้อ.3 ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น  แล้วต่อมากระทรวงกลาโหมมีคำสั่งให้เป็น กองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดอย่างหนึ่ง  หรือให้เป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองอย่างนี้จะถือว่าเป็นการออกจากราชการแต่เมื่อใดหรือไม่

ข้อ.4 ร.ท.ก. ได้รับอนุญาตให้ลาออกเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัด และ ร.ท.ข. ทางราชการให้ออกเป็นนายทหารนอกราชการรับบำนาญ พร้อมกันทั้ง  2 นาย และ  ได้ร่วมกันทำไร่อยู่ที่จังหวัดจันทบุรีทั้งสองนาย ดังนี้จะเรียกว่าใครออกจากราชการหรือไม่อย่างไร   

คณะกรรมการกฤษฎีกา  มีความเห็นว่า ….ปัญหาที่ว่าเมื่อใดจึงจะถือว่าข้าราชการต้องออกจากราชการนั้น....ข้าราชการทหารนั้น ก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยการรับราชการทหารรวมทั้งกฏข้อบังคับและระเบียบวินัยของกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494

ข้อ.1  ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น ยังไม่มีเหตุใดที่จะถือว่าออกจากราชการ  ตามนัยแห่งมาตรา  11 และ มาตรา  26 แห่ง พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494

ข้อ.2 ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด ถือว่าออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด

ข้อ.3 ทหารที่ออกจากประจำการเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น  แล้วต่อมากระทรวงกลาโหมมีคำสั่งให้เป็น กองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดอย่างหนึ่ง  หรือให้เป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองกรณีเป็นการออกจากราชการเมื่อ กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งให้เป็น กองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด

ข้อ.4  ร.ท.ก. ยังไม่ออกจากราชการ ส่วน ร.ท.ข. ออกจากราชการแล้ว

4) ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 4/2513 เรื่อง การย้ายประเภททหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ (ตามเอกสารหมายเลข 7)   โดย เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานที่ขอให้พิจารณา เมื่อ พ.ศ.2512 สรุปว่า กระทรวงกลาโหม  มีแนวทางปฏิบัติ ในการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ในกรณีที่ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดจะย้ายไปรับราชการทางพลเรือน โดยสั่งปลดเป็นกองหนุน

 

 

-4-

 

ไม่มีเบี้ยหวัด ก่อนที่จะเข้ารับราชการใหม่ 2 วัน เพื่อไม่ให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือน จะได้มีฐานะเป็นผู้ที่ออกจากราชการแล้ว เพื่อให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เป็นการสงเคราะห์ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดที่จะไปรับราชการทางพลเรือน แต่คณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่า แนวทางปฏิบัติในการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญดังกล่าวไม่สามารถทำได้เนื่องจากกฏหมายมิได้บัญญัติไว้

                ข้าพเจ้าเห็นว่า แนวทางที่ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็นผู้ที่“ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย ดังกล่าว ไม่ถูกต้อง โดยมีเหตุผลดังนี้

1) พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2494  มาตรา 4   กำหนดว่า ข้าราชการ หมายความว่า ทหารและข้าราชการพลเรือน  ทหาร หมายความว่า นายทหารสัญญาบัตร  นายทหารประทวน  ตลอดจนว่าที่ยศนั้น ๆ และพลทหารประจำการ (ตามเอกสารหมายเลข  8)        พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521  มาตรา 4 กำหนดว่า ข้าราชการทหาร หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งทหาร (ตามเอกสารหมายเลข  9)    พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2539  มาตรา 3  กำหนดว่า ข้าราชการ หมายความว่า ..ฯลฯ...ข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร..ฯลฯ.. (ตามเอกสารหมายเลข  10)   

                ไม่ปรากฏว่ามี ระเบียบ กฎหมายใด  ที่กำหนดให้ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดมีฐานะเป็น ข้าราชการ หรือ ข้าราชการทหารหรือ ผู้ที่ยังไม่ได้ออกจากราชการแต่อย่างใด

                2) กรมบัญชีกลาง  กระทรวงกลาโหม และผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็น ผู้ที่ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยอ้าง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา   เรื่องเสร็จที่  89/2483   และมีความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา   เรื่องเสร็จที่  44/2496 สนับสนุน ซึ่งมีความเห็นว่า  ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็น ผู้ที่ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย   แม้ต่อมามีความเห็นแตกต่าง  ตาม ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา  เรื่องเสร็จที่  774/2537 เรื่อง ฐานะของ ผู้รับเบี้ยหวัด  ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 (ตามเอกสารหมายเลข 11)    โดย กรมบัญชีกลาง เป็นหน่วยงานขอให้พิจารณา เมื่อ พ.ศ.2537  สรุปได้ว่า  กระทรวงการคลัง ได้เสนอหลักการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและคณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ......ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการทุกคนที่เข้ารับราชการภายหลังจากพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นสมาชิกกองทุนและข้าราชการที่รับราชการอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจะเข้าเป็นสมาชิกกองทุนหรือไม่ก็ได้ จึงมีปัญหาว่าผู้รับเบี้ยหวัดตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 มีฐานะเป็นข้าราชการหรือไม่ เพื่อพิจารณาว่าผู้รับเบี้ยหวัดจะต้องเป็นสมาชิกกองทุนหรือไม่ ดังนั้น กรมบัญชีกลางจึงขอหารือว่า ผู้รับเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม มีสถานภาพเป็นข้าราชการหรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่า  ผู้รับเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะต้องเป็นผู้ซึ่งออกจากราชการแล้วและเป็นผู้ซึ่งไม่มีตำแหน่งราชการประจำในกระทรวงกลาโหม  จึงไม่มีฐานะเป็น ข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 

 

-5-

2.ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า ข้าพเจ้า ยังไม่ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด มีเหตุผลดังนี้

1) ตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี ..ฯลฯ..การออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนต้องเป็นไปตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ที่กำหนดให้ทหารจะพ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2  ก็เมื่อครบอายุกรณีหนึ่ง ในกรณีของการงดเบี้ยหวัดไม่ทำให้ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดพ้นจากกองหนุนมีเบี้ยหวัดแต่อย่างใด เนื่องจากยังคงมีลักษณะเป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด แต่ถูกงดเบี้ยหวัดเนื่องจากกลับเข้ารับราชการ..ฯลฯ..  (ตามเอกสารหมายเลข 12)

                2) ตามหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่  10  ตุลาคม  2509  เรื่อง  การงดรับเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ  สรุปว่า  การย้ายประเภทนายทหารประทวนหรือพลทหารมีเบี้ยหวัด  ออกรับบำเหน็จบำนาญ นั้น จะต้องเป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม คือ ต้องพ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2  ตามกฏหมายว่าด้วยการรับราชการทหารประการหนึ่ง หรือต้องเป็นผู้เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะกระทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

                 จะเห็นว่า กระทรวงกลาโหม  และผู้ถูกฟ้องคดี  ยังคงถือปฏิบัติ ตามแนวทางหนังสือกรมบัญชีกลางดังกล่าว มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน โดยถือปฏิบัติว่า ผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามบทบัญญัติ  “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ตาม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2494  มาตรา 11 หรือ ตาม พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2539  มาตรา 51   สำหรับนายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด หมายถึง นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด  ถูกงดเบี้ยหวัด กรณีใด กรณีหนึ่ง ดังนี้

 กรณีที่ 1 เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8(2) คือจะต้องพ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2  ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497

                กรณีที่  2 เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8(6 )คือจะต้องเป็นผู้เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะกระทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

                        ข้าพเจ้าเห็นว่า แนวทางที่ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า ข้าพเจ้า ยังไม่ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด

ไม่ถูกต้อง โดยมีเหตุผลดังนี้

1) ข้าพเจ้ามีหนังสือถึงกรมบัญชีกลางเพื่อขอคัดและรับรองสำเนา  หนังสือกรมบัญชีกลาง          ที่ 04/16300 ลงวันที่  10  ตุลาคม  2509   กรมบัญชีกลาง  มีหนังสือ ที่ กค. 0420.1 / 04146   ลงวันที่  14  กุมภาพันธ์  2551 (ตามเอกสารหมายเลข 13) แจ้งข้าพเจ้า สรุปว่า ได้ดำเนินการทำลายหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่  10  ตุลาคม  2509 ตามนัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526  จึงไม่สามารถคัดและรับรองสำเนาเอกสารดังกล่าวได้  แสดงว่า กรมบัญชีกลาง ได้ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเรื่อง  การงดรับเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ตามนัยหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่  10  ตุลาคม  2509 แล้ว

 

 

-6-

2) ข้าพเจ้ามีหนังสือถึงกรมบัญชีกลางเพื่อขอให้พิจารณากำหนดแนวทางการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทบำเหน็จบำนาญใหม่ เนื่องจากได้มี ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่  774/2537 สรุปว่า  ผู้รับเบี้ยหวัดเป็น ผู้ซึ่งออกจากราชการแล้วไม่มีฐานะเป็น ข้าราชการ ซึ่งแตกต่างจาก ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา   เรื่องเสร็จที่  89/2483   และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา   เรื่องเสร็จที่  44/2496 ที่มีความเห็นว่า  ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดหรือผู้รับเบี้ยหวัด  มีฐานะเป็น ผู้ที่ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย  และกรมบัญชีกลางได้ถือปฏิบัติมาโดยตลอดว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดหรือผู้รับเบี้ยหวัด  มีฐานะเป็น ผู้ที่ยังไม่ได้ออกจากราชการ   

กรมบัญชีกลาง มีหนังสือ ที่ กค 0406.5/03843  ลงวันที่  23  กุมภาพันธ์  2552  (ตามเอกสารหมายเลข 14) แจ้งข้าพเจ้า สรุปว่า สิทธิในบำเหน็จบำนาญด้วยเหตุทดแทนกรณีของทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด นั้น การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดจะต้องเป็นไปตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงกลาโหม โดยที่กรมบัญชีกลางมิได้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดแนวทางการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ สำหรับหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่  10  ตุลาคม  2509 เป็นเพียงการตอบข้อหารือระหว่างกรมบัญชีกลางและกระทรวงกลาโหมเท่านั้น มิใช่การกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณีงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญแต่อย่างใด

ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทำคำให้การว่า การออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนต้องเป็นไปตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 จึงไม่ถูกต้อง  เนื่องจากขัดแย้งกับแนวทางปฏิบัติของ กรมบัญชีกลาง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฏหมายในการอธิบายความหมาย ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดตาม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2494  มาตรา 11 หรือ ตาม พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2539  มาตรา 51  

                        3) การย้ายประเภทนายทหารประทวนหรือพลทหารมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ของกรมบัญชีกลาง  กระทรวงกลาโหม และผู้ถูกฟ้องคดี ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติ  ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ตามมาตรา 11 แห่ง พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ..2494  ซึ่งหมายความถึง บทบัญญัติ  ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ตามมาตรา 51 แห่ง พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ..2539 ที่ได้บัญญัติขึ้นในภายหลังด้วย    และ ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดหมายถึง ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ถูกงดเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัดพ..2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)(6) (ตามเอกสารหมายเลข 15)  ซึ่งกำหนดว่า ทหารซึ่งได้รับเบี้ยหวัดอยู่แล้ว ให้งดเบี้ยหวัดในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

(1) นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้

(2) นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัดซึ่งปลดจากกองหนุนชั้นที่ 2 ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(4) กระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5

 

-7-

(5) หลีกเลี่ยงหรือบิดพริ้วต่อราชการจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียกตัว ในคราวมีราชการจำเป็นที่ต้องการใช้ตัวได้

(6) เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด เป็นไปตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ..2497  จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ปรากฏคำว่า “เบี้ยหวัด” ในบทบัญญัติตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ..2497 แต่อย่างใด ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ..2497 มาตรา 9 (ตามเอกสารหมายเลข 16) เป็นเพียงการกำหนดระยะเวลาการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ  และการปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 1 ชั้นที่ 1,2,และ 3   เท่านั้น

4) ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด จำแนกได้  2  กลุ่ม  ได้แก่ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด  กับ  นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด   ทั้ง  2  กลุ่ม เมื่อถูกงดเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 จะมีฐานะออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดและมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามบทบัญญัติ ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด เช่นเดียวกัน จะเห็นว่า การย้ายประเภททหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ตามแนวทางหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่  10  ตุลาคม  2509  เรื่อง การงดรับเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ทั้ง 2 กรณี  ไม่สามารถอธิบาย กรณีของ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดได้ เนื่องจาก การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ของ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8(1) ประกอบ ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536  ลง  14  ..82 มาตรา 4  ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7) (ตามเอกสารหมายเลข 17)  ซึ่งกำหนดว่า นายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด หมดสิทธิที่จะเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัด ด้วยเหตุต่อไปนี้ คือ

(1) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญ

(2) ไม่สมัครอยู่ในกองหนุนมีเบี้ยหวัดและมีเหตุสมควร

(3) ไม่มีความสามารถพอ

(4) มีความผิดจนถึงต้องงดเบี้ยหวัดตามข้อบังคับทหารว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด

(5) เจ็บไข้ซึ่งแพทย์ทหาร 2 นาย รับรองว่าไม่สามารถจะทำการ ตามหน้าที่ต่อไปได้ และผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร

(6) มีอายุเกินกว่าเกษียณอายุกองหนุน

(7) ล้นอัตรากองหนุน

                        5)ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด “การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)(6) กรณีใดกรณีหนึ่ง  ด้วยเหตุผล ดังนี้

                        5.1) ไม่มี ข้อความ หรือบทบัญญัติ ตามระเบียบ กฏหมายใด อธิบายความหมาย ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ไว้โดยชัดแจ้ง  มีเพียงข้อความ การงดเบี้ยหวัด ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)(6) เท่านั้นที่สามารถอธิบายความหมาย ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดตามบทบัญญัติมาตรา 11 แห่ง พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ..2494  และบทบัญญัติ ตาม

ความเห็นที่ 11 (3152567)

                        5.1) ไม่มี ข้อความ หรือบทบัญญัติ ตามระเบียบ กฏหมายใด อธิบายความหมาย ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ไว้โดยชัดแจ้ง  มีเพียงข้อความ การงดเบี้ยหวัด ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)(6) เท่านั้นที่สามารถอธิบายความหมาย ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดตามบทบัญญัติมาตรา 11 แห่ง พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ..2494  และบทบัญญัติ ตาม

                         

                         

                        -8-

มาตรา 51 แห่ง พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ..2539 ได้ ซึ่งทั้ง 6 กรณี ไม่เป็นเหตุหรือผลที่เกี่ยวเนื่องกัน  ทุกกรณีทำให้ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็น ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด  แต่ กรมบัญชีกลาง  กระทรวงกลาโหม และ ผู้ถูกฟ้องคดี ได้ถือปฏิบัติโดยเลือกกำหนดให้ การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด หมายถึง ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งถูกงดเบี้ยหวัด ใน 2 กรณี คือ 1.การปลดจากกองหนุน ชั้นที่ 2 สำหรับนายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด หรือ  การพ้นอายุกองหนุน สำหรับนายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด 2. เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะกระทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

5.2) ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติใด ตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ..2497 ที่เกี่ยวข้องกับ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งจะต้องมีการ “ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” เช่นเดียวกันกับ นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัด เหตุผลเพราะว่า การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดของ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8(1)ประกอบ ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536  ลง  14  ..82  มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7) กรณีใดกรณีหนึ่ง

 เมื่อพิจารณา ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1) นายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้  ข้อ 8 (2) นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัดซึ่งปลดจากกองหนุนชั้นที่ 2 ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร จะเห็นว่า ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1)ปรากฏคำว่า “ย้าย”หรือ “ปลด”  แต่ ข้อ 8 (2) ปรากฏเพียงคำว่า“ปลด” เท่านั้น

เนื่องจากคำว่า “ปลด” ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1)(2) หมายถึง การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ในกรณี พ้นระยะเวลาตามที่ระเบียบ กฏหมายกำหนดไว้ กล่าวคือ พ้นกองหนุน ชั้นที่ 2 สำหรับนายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด  และ พ้นอายุกองหนุน สำหรับนายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งขึ้นอยู่กับชั้นยศ

                        ดังนั้น การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ในกรณี “ปลด” จึงหมายถึง ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ถูกงดเบี้ยหวัด กรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้

1. นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งหมดสิทธิที่จะเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536  ลง  14  ..82  มาตรา 4 ข้อ 11 (6) ประกอบ ข้อ 12

                2. นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ถูกงดเบี้ยหวัด ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (2)  ประกอบ มาตรา 9 แห่ง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ..2497

                ส่วนคำว่า “ย้าย” ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1) หมายถึง การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ในกรณีอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่  กรณี พ้นระยะเวลาตามที่ระเบียบ กฎหมายกำหนดไว้

                        ดังนั้น ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ในกรณี “ย้าย” จึงหมายถึงทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ถูกงดเบี้ยหวัดในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้

 

-9-

1. นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งหมดสิทธิที่จะเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536 ลง  14  ..82  มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(7) หรือ ถูกงดเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัดพ..2495 ข้อ8 (3)(4)(5)(6)

2.นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดถูกงดเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (3)(4)(5)(6)

6)  ตามแนวทางหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ 04/16300 ลงวันที่  10  ตุลาคม  2509  เรื่อง  การงดรับเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ

จะเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติตามหนังสือกรมบัญชีกลางดังกล่าว สรุปได้ว่า เมื่อ นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด หมดสิทธิที่จะเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัด ในกรณี “ย้าย” ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1) จะตีความและถือปฏิบัติว่า ไม่ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน  หากหมดสิทธิที่จะเป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัด ในกรณี “ปลด” ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1) จะตีความและถือปฏิบัติว่า ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน  ซึ่งเป็นการตีความและถือปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1) ไม่มีข้อความใด ๆ ที่กำหนดว่าการงดเบี้ยหวัด ในกรณี ย้ายหรือ ปลด นั้น กรณีใด ทำให้มีฐานะเป็น ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด กรณีใดไม่ทำให้มีฐานะเป็น ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ดังนั้น การตีความและถือปฏิบัติ จะต้องเป็นไปได้เพียง 2 แนวทาง เท่านั้น คือ 1. หากจะตีความว่า ทำให้มีฐานะเป็น  ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ก็ต้องหมายถึงทุกกรณี 2.หากจะตีความว่า ไม่ทำให้มีฐานะเป็น ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ก็ต้องหมายถึงทุกกรณีด้วย

                                                        จะเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีถือปฏิบัติตามหนังสือกรมบัญชีกลางดังกล่าว สรุปได้ว่า เมื่อ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ถูกงดเบี้ยหวัด  ในกรณี ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1)เฉพาะกรณี ปลด(2)(6) จะตีความและถือปฏิบัติว่า ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน  แต่หากถูกงดเบี้ยหวัด ในกรณีตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1)เฉพาะกรณี ย้าย(3)(4)(5) จะตีความและถือปฏิบัติว่า ไม่ทำให้มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน  ซึ่งเป็นการตีความและถือปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (1)(2)(3)(4)(5)(6) ไม่มีข้อความใด ๆ ที่กำหนดว่าการงดเบี้ยหวัด ในกรณีต่าง ๆ นั้น  กรณีใดถือว่า ทำให้มีฐานะเป็น ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด กรณีใดไม่ทำให้มีฐานะเป็น ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ดังนั้น การตีความและถือปฏิบัติ จะต้องเป็นไปได้เพียง 2 แนวทาง เท่านั้น คือ 1. หากจะตีความว่า ทำให้มีฐานะเป็น ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ก็ต้องหมายถึงทุกกรณี  2.หากจะตีความว่า ไม่ทำให้มีฐานะเป็น ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ก็ต้องหมายถึงทุกกรณีด้วย

7) นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ถูกงดเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (2) หมายถึงการพ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2 ตาม

-10-

 

พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เป็นการงดเบี้ยหวัดกรณีหนึ่ง ซึ่งทำให้ นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” แต่ไม่ได้หมายความว่า การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด เนื่องจากถูกงดเบี้ยหวัด ในกรณีอื่น ๆ  จะทำให้ นายทหารประทวนและพลทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด พ้นจากทหารกองหนุนชั้นที่ 2 ไปด้วย เห็นได้ว่า คำว่า การออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด กับการพ้นจากกองหนุน ชั้นที่  2 สามารถใช้อธิบายความหมายแทนกันได้ในบางกรณีเท่านั้น

เมื่อข้าพเจ้าออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดเนื่องจากถูกงดเบี้ยหวัดในกรณี เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (3) ประกอบ พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  ..2539  มาตรา 51 ข้าพเจ้ายังคงมีฐานะเป็น พันจ่ากองหนุนประเภทที่ 1 ชั้นที่ 2 เนื่องจากการรับราชการพลเรือนไม่เป็นเหตุให้ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด พ้นจากฐานะทหารกองหนุน เห็นได้จาก กฎกระทรวงกลาโหม ที่..............ออกตามความ  มาตรา .......แห่ง  .พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497  มาตรา 9  ข้อ........... (ตามเอกสารหมายเลข 18) ที่กำหนดว่า ทหารกองหนุน ที่ได้รับการยกเว้นได้รับการยกเว้น ไม่ต้องถูกเรียกระดมพล.............ปลัดอำเภอ..........และข้าพเจ้าก็จะต้องปลดจากกองหนุนชั้นที่ 2 เมื่อครบกำหนดระยะเวลา

                        ทั้งนี้ การออกจากกองหนุนตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8(4) และ ตามข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 10/16536  ลง  14  ..82  มาตรา 4 ข้อ 11 (4) ก็จะไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เนื่องจากกระทำความผิด ตามที่กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ บัญญัติไว้

                ตามพยานเอกสารและเหตุผล ที่ข้าพเจ้าแสดงและกล่าวมาทั้งหมด ข้าพเจ้าจึงมีฐานะเป็น ผู้ออกจากราชการทหาร แล้ว ตั้งแต่วันที่  27  พฤศจิกายน  2545  ตามคำสั่ง หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ที่ 2 /2546  ลงวันที่ 2 เดือน  มกราคม พ.ศ.2546 และเมื่อเข้ารับราชการพลเรือน ในวันที่  28  พฤศจิกายน  2545  จึงถูกงดเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ..2495 ข้อ 8 (3) และ มีฐานะเป็น  ทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด ตามมาตรา 51 แห่ง พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ..2539 จึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตั้งแต่วันที่  28  พฤศจิกายน  2545การที่ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติในเรื่อง การงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย และปฏิเสธกาจ่ายบำเหน็จบำนาญทำให้ข้าพเจ้าจึงได้รับความเสียหายอันเกิดจากผลกระทบ ที่ไม่ได้รับเงินบำนาญตามระยะเวลาอันสมควร ตามระเบียบ กฎหมาย จึงเป็นการละเมิด ตาม พระราชบัญญัญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539  ทำให้ข้าพเจ้าได้รับความเดือดร้อนจากการครองชีพ ข้าพเจ้าจึงขอศาลได้โปรดมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ ผู้ถูกฟ้องคดี ดำเนินการเพื่อให้ข้าพเจ้าได้รับค่าเสียหายอันเกิดจากผลกระทบ ที่ไม่ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาอันสมควร ดังกล่าว โดยคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินบำนาญที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ตั้งแต่วันที่  28  พฤศจิกายน  2545 จนถึงวันที่ข้าพเจ้าได้รับเงินบำนาญ

                                                                                                                พ.จ.อ.                                         ผู้ฟ้องคดี

                                                                                                                           (วิษณุ  ชำกรม)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-03-21 13:14:27


ความเห็นที่ 12 (3160830)

เรียน  ทุกท่านที่เข้ามาศึกษา

           ช่วยกรุณาแสดงความคิดเห็นหน่อยครับ ผมอยากทราบว่า ท่านใดมี ระเบียบ ข้อกฏหมายใด โต้แย้งบ้าง ผมโพสต์ข้อความ ถาม กรมบัญชีกลาง และสำนักงานกฤษฎีกา ว่า "ทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด" ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 11 และ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 51 หมายถึงบุคคลใด โดยขอให้ยก ข้อบังคับ หรือกฏหมายอ้างอิง ปรากฏว่าไม่มีใครกล้าตอบแม้แต่คนเดียว แถมลบกระทู้ของผมทุกครั้งที่โพสต์เข้าไป แปลกแต่จริงครับ ทุกหน่วยงานช่วยกันตีความกฏหมายผิดที่ผิดทางผิดเจตนารมย์ตัวบท จนเกิดแนวทางปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง  พอมีคนรู้จริงกลับไม่กล้าตอบ ไม่กล้าอธิบายโดยหลักกฏหมาย อ้างแต่แนวทางปฏิบัติที่ทำมานานแล้ว(แนวปฏิบัติซึ่งไม่อ้างอิงข้อบังคับและกฏหมาย)ไม่กล้าแก้ไข โยนกันไปมา คนซวยคือพวกเรา ลูก เมีย อดอยาก ผอมโซ  ดันมาโทษว่าเรา อยากลาออกเองช่วยไม่ได้ เวรกรรมจริง ๆ ไม่นานหรอกกรรมคืนสนองแน่

            ผมฟ้องคดีไม่มีเผื่อใจไว้แพ้ซักเปอร์เซนต์เดียว เพราะยกกฏหมายขึ้นอ้างได้ทุกประเด็น แต่ปัญหามันอยู่ที่ระยะเวลาที่คดีจะสิ้นสุด กว่าจะถึงวันนั้น สงสัยคงเครียดจนสติแตกไปก่อนได้ใช้เงิน

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ วันที่ตอบ 2010-04-06 13:20:12


ความเห็นที่ 13 (3160831)

ขออภัย"ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด"

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ วันที่ตอบ 2010-04-06 13:22:08


ความเห็นที่ 14 (3164583)

เป็นกำลังใจให้ครับ เพราะเป็นเหมือนกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น ทหารบกเก่า วันที่ตอบ 2010-04-20 15:36:41


ความเห็นที่ 15 (3164730)

มันก็จริงอย่างที่พี่วิษณุว่า ไม่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับไหนที่ให้คำจำกัดความคำว่า ทหารออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด หมายถึงอะไรอย่างไร แต่เมื่อศึกษาจากตำราวิชาเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญที่กองทัพใช้ ได้อธิบายส่วนนี้ไว้ น่าจะเป็นแนวทางปฏิบัติในการเบิกจ่ายเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญที่กองทัพใช้เรื่อยมา ตำราวิชาดังกล่าวมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. ทหารที่อยู่ในเกณฑ์กองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น ถือว่ายังไม่ออกจากราชการ เพียงแต่ออกจากประจำการเท่านั้น ผู้ที่เป็นกองหนุนมีเบี้ยหวัดจึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ

2. เหตุงดเบี้ยหวัด ถ้าเข้าเหตุต่อไปนี้ให้งดเบี้ยหวัด  อธิบายไว้ว่า

  2.1 นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุน ที่ปลดออกจากกองหนุนเมื่ออายุพ้นเกณฑ์ที่จะต้องเป็นกองหนุนเมื่ออายุเกิน 45,50,55  (ตามชั้นยศ) (เปลี่ยนเป็นรับบำเหน็จบำนาญ)  ...ไม่พูดถึงกรณี "ย้าย" ประเภท  ซึ่งอาจตีความได้ว่า ปลด คือปลดจากกองหนุนที่เป็นอยู่ เมื่อปลดแล้วต่อมาต้อง ย้ายประเภทเป็นนายทหารนอกราชการ....เข้าใจแบบงงๆ

   2.2 นายทหารชั้นประทวนที่ปลดจากกองหนุนชั้นที่ 2 ประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร เมื่อปลดเป็นกองหนุนชั้นที่ 3 ประเภทที่ 1 (เปลี่ยนเป็นรับบำเหน็จบำนาญ)

   2.3 เข้ารับราชการในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญนั้นหมายถึงการเข้าเป็นข้าราชการสามัญ  อันนี้ต้องไปดูต่อว่า ข้าราชการสามัญจะหมายรวมถึง พนักงานเทศบาล พนักงานส่วนตำบล ข้าราชการส่วนท้องถิ่นอื่นหรือไม่

   2.4...

3. ทหารออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด หมายถึง นายทหารชั้นสัญญาบัตรที่ออกจากประจำการ เป็นกองหนุนรับเบี้ยหวัดอยู่ เมื่ออายุครบเกณฑ์กองหนุนเบี้ยหวัดแล้วสั่งย้ายประเภทเป็นนายทหารนอกราชการ หรือนายทหารชั้นประทวนและพลทหารประจำการ ที่รับราชการครบเกณฑ์กองหนุนชั้นที่ 2 ประเภทที่ 1 ต้องปลดเป็น กองหนุนชั้นที่ 3 ประเภทที่ 1 ก็ย่อมหมดสิทธิรับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับ และจะได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนนี้ (หัวข้อวิชาบำเหน็จบำนาญปกติ) จะเห็นได้ว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ที่มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนนั้นมีเพียง 2 กรณีที่กล่าวถึง

    ครับ ผมคิดว่าตำราวิชานี้ได้อธิบายความจากตัวกฎหมาย ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนวปฏิบัติที่ใช้กันต่อๆมา ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามเจตนารมย์ที่แท้จริงของกฎหมาย   ก็อยากนำมาเป็นข้อสังเกตุ ให้เพื่อนพี่น้องที่มีชะตากรรมเดียวกัน ช่วยกันศึกษาและให้ความเห็น

   ก็รอผลคดีของพี่ปลัดวิษณุ เอาใจช่วยครับพี่

ผู้แสดงความคิดเห็น พ.จ.อ.สัญชัย วันที่ตอบ 2010-04-21 09:23:42


ความเห็นที่ 16 (3165315)

มีความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ปี 2513 ที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ได้อธิบายความหมายเกี่ยวกับ ทหารซึ่ง "ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ตามความหมายของมาตรา 11 แห่ง พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494  สืบเนื่องจากมีนายทหารประทวนกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งเข้ารับราชการใหม่ทางกระทรวงฝ่ายพลเรือนและไม่ประสงค์จะนับเวลาราชการทางทหารและทางพลเรือนติดต่อกัน โดยกรมสื่อสารทหารเรือซึ่งเป็นกรมต้นสังกัดของนายทหารประทวนเหล่านั้นได้มีคำสั่งย้ายระเภทจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด เพื่อให้มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญได้ แต่กรมบัญชีกลางไม่จ่ายให้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า นายทหารประทวนที่ขอรับบำเหน็จในกรณีนี้จะถือว่าเป็นทหารซึ่ง "ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ตามความหมายของมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ดังกล่าวมาหาได้ไม่ เพราะไม่อาจกล่าวได้ว่านายทหารประทวนเหล่านั้นได้พ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2 และหมดสิทธิรับเบี้ยหวัดแล้วโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมดังกล่าวมา          เมื่อถือว่านายทหารประทวนเหล่านั้นยังไม่พ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2 และสิทธิรับเบี้ยหวัดก็ยังคงมีอยู่ตามกฎหมายดังนี้แล้ว ก็ไม่อาจนำความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาใช้ให้เกิดสิทธิรับบำเหน็จบำนาญแก่นายทหารประทวนเหล่านั้นได้ (คัดลอกมาบางส่วน)

ผมมีข้อสังเกตว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ยกข้อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 9 และ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 มาพิจารณาเฉพาะข้อ 8 (2) เท่านั้น อาจตีความได้ว่า แม้ว่าจะเข้ารับราชการใหม่ทางกระทรวงฝ่ายพลเรือนและไม่ประสงค์จะนับเวลาราชการทางทหารและทางพลเรือนติดต่อกัน สิทธิรับเบี้ยหวัดก็ยังคงมีอยู่ ตามข้อ 8(2)   แต่เมื่อมาดูเหตุงดเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับฯข้อ 8 (3) ในกรณีนี้ นายทหารประทวนกองหนุนมีเบี้ยหวัด ก็ไม่มีสิทธิรับเบี้ยหวัดเนื่องจากเข้ารับราชการในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ (รอดดาบหนึ่ง มาเจอดาบสองอีก)

สรุปแล้ว นายทหารประทวนกองหนุนมีเบี้ยหวัด เมื่อเข้ารับราชการใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทางพลเรือนหรือท้องถิ่น ที่ไม่ประสงค์จะนับเวลาราชการต่อ  มีสิทธิที่จะได้รับชะตากรรม ดังนี้

  1. ไม่ได้รับเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับฯ ข้อ 8 (2)(3) และจะถูกเรียกคืนหากรับไปแล้ว หนักกว่านั้นคือโดนฟ้อง (อาจมีดอกเบี้ยตามมาอีก)
  2. ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญจากการที่รับราชการทหารมา (ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาข้างต้น) ซึ่งหากเป็นข้าราชการพลเรือนอื่น ที่ใช้ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญเช่นเดียวกับทหาร เมื่อลาออกก็จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญเรียบร้อยไปแล้ว ไม่ต้องมาตีความอะไรให้วุ่นวายอีก
  3. ไม่ได้นับอายุราชการต่อ เนื่องจากไม่ประสงค์นับอายุราชการต่อตั้งแต่แรก
  4. รับราชการใหม่เงินเดือนน้อยกว่าเดิม อายุราชการก็เริ่มนับใหม่
  5. นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องเข้าระดมพล เตรียมความพร้อมตามกฎหมายทหารอีก ถ้าไม่ไป โดน..
  6. เครียด เพราะการเงินขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ไหนจะบ้าน ไหนจะรถ ไหนจะลูกเมียอีก ต้องหาแหล่งเงินกู้ เป็นหนี้เป็นสินหนักเข้าไปอีก กำ (T_T)
  7. ไม่มีหน่วยงานไหนเหลียวแลแก้ไขปัญหาให้ โบ้ยกันไปโบ้ยกันมา
  8. อาจโดนซ้ำเติมจากเพื่อนทหาร(บางคน)ที่อยู่ในประจำการ (โสน้าน่า  ตรูว่าแล้ว)
  9. ฯลฯ บรรยายไม่หมด...มันจุก...

ขออนุญาตใช้พื้นที่ระบายความทุกข์หน่อยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น พ.จ.อ.สัญชัย วันที่ตอบ 2010-04-23 13:36:37


ความเห็นที่ 17 (3165336)

ขออนุญาตใช้เวทีนี้ระบายความรู้สึกด้วยนะคร๊าบ...ผมเข้าใจทุกคนครับที่รู้สึกเจ็บปวดเพราะเป็นผู้ที่ได้รับมาก่อน ทั้งก่อนและหลังแพ้คดี เจ็บปวดที่โดนเพื่อนๆพี่ๆว่าเป็นต้นเหตุ  เจ็บปวดที่ไปหาใครก็ถูกเบือนหน้าหนี  เจ็บปวดกับความไม่ชัดเจนของกรมบัญชีกลาง ตอบข้อหารือเรื่องเดียวกัน(เรื่องเบี้ยหวัด)แต่ตอบไปแต่ละแห่งไม่ตรงกัน..  จึงทำให้ชีวิตพวกเราชาวทหารต้องเป็นเช่นนี้

พี่น้องครับ...วันนี้ยิ่งเจ็บปวดไปใหญ่ โทรไปที่กรมส่งเสิรมฯคุยเรื่องการขอนับเวลาราชการมาต่อเนื่องได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ผู้ตอบว่า  ผู้ที่กลับเข้ารับราชการหลัง  16  พ.ย.2543 (พรบ.บำเหน็ขบำนาญฯ ฉบับที่  5  ประกาศใช้) ถ้าจะเอาเวลาราชการต้องให้คืนบำเหน็จสำหรับผู้ที่ได้รับบำเหน็จมาแล้วจากราชการเดิม  ถ้าได้รับเป็นบำนาญจะเอาบำนาญเดิมกับใหม่มามัดรวมกัน  สำหรับผู้กลับเข้ารับราชการก่อน  16  พ.ย.  2543  ยังไม่รู้ชะตา(เวร)กรรม  ว่ามีสิทธิจะได้รับเวลาราชการเดิมมานับรวมหรือไม่???????????

กลาโหมยิ่งไปกันใหญ่..เป็นเจ้าของเรื่องไม่ยอมฟันธง  จริงๆแล้วเบี้ยหวัดให้มาทำไม..ให้สำหรับทหารกองหนุนใช่ไหมครับ ถ้าไม่ใช่กองหนุนก็ไม้ได้รับถูกต้องไหมครับ....แล้วถามว่าปัจจุบันทหารที่ลาออกแล้วไม่ว่าจะไปเป็นอะไรกองทัพยังสามารถเรียกตัวมาใช้ได้อยู่ใช่ไหม    ถ้าตอบว่าใช่มันก็สมควรที่จะต้องยังให้เขาต่อไป   เพราะพูดง่ายๆแบบชาวบ้านๆ  มันก็คือเงินค่าตอบแทนเป็นขวัญกำลังใจให้กับคนทำงานนั่นแหละ   จริงไหมครับพี่น้อง...

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ป.ยุทธนา วันที่ตอบ 2010-04-23 15:07:38


ความเห็นที่ 18 (3165391)

ขอแสดงความคิดเห็นบ้างนะครับ ผม นรจ.40 (สพ.ทร.)ตอนนี้รับราชการอยู่ที่ อปท.แห่งหนึ่ง ได้สอบถามไปยัง กพ.ทร.เมื่อเร็วๆนี้ เค้าบอกว่าต้องคืนเงินเบี้ยหวัดที่รับมาทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยปรับ โดยกล่าวถึงกรณีตัวอย่างพี่ยุทธนา บุญทน และต้องไปติดต่อด้วยตัวเองในการของดรับเบี้ยหวัด ที่สำคัญได้ยินข้อความที่ไม่คิดว่าจะได้ยินว่า"ไม่ต้องไปฟ้องหรอกเพราะยังไงก็แพ้"...รู้สึกแย่..เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลยแค่โทรไปหาเพื่อนเฉยๆ(ถ้าไม่โทรหาเพื่อนก็คงไม่รู้) ไม่ได้ระบายความรู้สึกนะครับแต่อยากให้ทุกๆท่านที่โดนอย่างนี้ลองพิจารณาหาทางออกร่วมกัน ดังนี้ครับ

1.ถ้าใช้เกณฑ์ หลัง 16 พ.ย.43 ให้งดรับเบี้ยหวัดตาม พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น(ฉบับที่ 6) พ.ศ.2543 แต่ผมเองได้ลาออก เมื่อ1ส.ค.48 โดยระบุว่าไปรับราชการที่ อบต.............แต่ทำไมในคำสั่งให้ออกจากราชการตามที่ขอลาจึงระบุว่าให้ได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกลาโหมฯ ทั้งที่ พรบ.ดังกล่าวบังคับใช้มาเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว

2.ทุกคนที่ลาออกจากราชการทหารผมเดาว่าทุกท่านรู้สึกพอใจที่รู้ว่าการออกจากราชการครั้งนี้กองทัพยังให้สิ่งตอบแทนที่ครั้งหนึ่งเราได้รับใช้ชาติมาด้วยการให้เบี้ยหวัด อาจจะไม่มากแต่เพื่อชดเชยกับสิ่งที่เราเสียไปคือเงินเดือนและอายุราชการ จึงตัดสินใจมาสู่เส้นทางที่ทุกๆท่านคาดหวังว่าเราจะเจริญในหน้าที่การงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รักกองทัพ เราอยู่ที่ไหนเรายังคงเป็นเลือดนาวี ยังเป็นพี่เป็นน้องรักประเทศชาติเหมือนกันเพียงแต่ช่วยชาติกันคนละด้านเท่านั้นเอง(ในท้องถิ่นเค้ายกย่องถึงศักยภาพของเรา)

3.มันเป็นความผิดของเราหรือไม่ที่ได้รับเบี้ยหวัดตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร เพราะก่อนที่จะมีการสั่งจ่ายผู้ที่รับผิดชอบได้มีการศึกษาระเบียบกฎหมายมากน้อยเพียงใด เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วก็โยนมาที่ผู้รับเบี้ยหวัด แถมบอกว่ายังมีดอกเบี้ยปรับอีก คุณควรจะหาทางแก้ไขที่ตัวบทกฎหมาย หามาตรการเยียวยาจะดีกว่า อย่าเห็นปัญหาของคนอื่นเป็นเรื่องเล็กน้อย

4.เมื่อคุณ(ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง)รู้แล้วว่ามีการดำเนินการผิดตั้งแต่ต้นแล้ว ทำไมไม่ดำเนินการอะไรซักอย่าง เช่น แจ้งเวียนหนังสือ งดการจ่ายฯ ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้ถูกต้อง แต่นี่เหมือนกับไม่ใช่เรื่องของฉัน................(ถ้าไม่โดนมั่งให้รู้ไป)

ฝากให้พี่ๆเพื่อนๆน้องๆ ช่วยกันหาทางออกนะครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น จ่านาย วันที่ตอบ 2010-04-23 19:50:27


ความเห็นที่ 19 (3166051)

ผมกำลังจะไปขึ้นเขียง ที่ มทบ.33 วันพรุ่งนี้ ช่วยชี้แนะให้ด้วยกลัวว่าจะมีผลลบต่อทุกท่าน ถ้าเป็นบวกก็ดีไป

พอดีเป็นไฟล์ pdf. โพสข้อความไม่ได้

ตอนนี้( 26/04/53 )ผมออนเอ็มอยู่พร้อมจะส่งให้ทุกท่านที่อยากมาช่วยดูข้อมูลให้ อีเมลผมคือ

s.jor1@hotmail.com

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ส.อ.สิทธิศักดิ์ (s-dot-jor1-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-26 10:28:34


ความเห็นที่ 20 (3166070)

ผมก็เป็นอดีตทหารเรือที่ไปทำงานในอปท.เช่นกัน  โดยการลาออก เนื่องจาก พอสอบได้แล้วไม่สามารถขอโอนได้เพราะหน่วยงานท้องถิ่นที่รับบรรจุอ้างว่าเงินเดือนมากไม่รับโอน  แต่ให้ลาออกจากทหารแล้วมาบรรจุใหม่เป็นพนักงงานส่วนท้องถิ่น  ซึ่งมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด/ บำนาญทหาร(เข้าใจอย่างนั้น)แล้วมาเริ่มอายุราชการในท้องถิ่นใหม่  เริ่มเงินเดือนราชการใหม่ โดยส่วนตัวเห็นว่าเงินเดือนใหม่บวกกับเบี้ยหวัด/บำนาญแล้วถึงจะน้อยกว่าของเดิมแต่ก็พอเลี้ยงครอบครัวได้  อีกทั้งแม่ก็อายุมากไม่มีคนเลี้ยงดูถ้าไม่ออกมาเลี้ยงดูทดแทนบุญคุณตอนนี้ก็ไม่ทราบว่าจะดูแลท่านได้ช่วงไหนจึงตัดสินใจออกมา  เมื่อมาอยู่ท้องถิ่นก็ตั้งใจทำงานโดยคิดว่าตนเองเป็นทหารโดยสายเลือดเรื่องไม่ถูกต้อง ไม่ทำยังยึดในหลักและเกียรติของทหารตลอดเวลา  มีลูกก็อยากให้เป็นทหารเนื่องจากได้ปฎิบัติงานเพื่อชาติและราชบัลลังค์อย่างแท้จริง แต่ที่ตนเองออกมาก็ด้วยความจำเป็นอย่างแท้จริง     แต่เมื่อมาเจอเหตุการณ์อย่างนี้  ยอมรับว่าเจ็บปวดมาก ความเสียสละที่เราทำเพื่อชาติ เช่นการไปรักษาความสงบเรียบร้อยที่ภาคใต้ตั้งแต่มีการปล้นปืนในปี 2547 ซึ่งเราเสี่ยงชีวิตตลอดเวลาแต่พอเราออกมาเพื่อทำงานเพื่อชาติในอีกด้านหนึ่งและเพื่อดูแลมารดาแล้ว  กลับไม่ได้รับการทดแทนในช่วงที่เราทำงานมาเกือบ15 ปี ทำงานเอกชนเงินเดือนมาก  ลาออกยังมีเงินชดเชยให้เลย  เหตุใดส่วนราชการทหารหน่วยงานที่เรารักจึงไม่ดูแลพวกเราบ้าง

อยากให้พี่น้องทุกคนที่เจอปัญหารเรื่องการเรียกคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ ออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อรวมพลังในการเรียกร้องความเป็นธรรม

ผู้แสดงความคิดเห็น นรจ.นย.35 (tingly_14-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-26 11:32:45


ความเห็นที่ 21 (3166143)

มีข้อเสนอแนะในมุมมองของผมที่อยากแนะนำว่ากรณี ถูกเรียกเงินคืนเบี้ยหวัดจากหน่วยงานใดก็แล้วแต่...ที่ไม่ใช่หน่วยงานที่เบิกจ่ายเงินเบี้ยหวัดให้เรา  เช่นรับเงินเบี้ยหวัดจากสัสดีจังหวัดอยู่...ทร.ไม่มีสิทธิมาให้เราส่งใช้เงินแน่นอนฉะนั้นบอกไปเลยว่าใช้สิทธิอะไรเรียกให้เราคืนเงิน

และไม่ต้องรีบร้อนใจ..รีบเอาไปคืน..สู้ให้ถึงที่สุดก่อน

สำหรับพี่น้องที่กำลังเจอปัญหาโดนเรียกเงินคืนอยู่  ณ  เวลานี้ (น่าจะเยอะ) นัดแนะรวมกัน ลุยกระทรวงกลาโหมเลยดีหมั๊ย??????  พบปะระดับผู้ใหญ่ในกองทัพพูดคุยให้รู้เหลือง รู้แดง  ขอโทษครับพูดผิด  ให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าเบี้ยหวัดจะเอายังไง  ตกลงให้..ไม่ให้..ได้..ไม่ได้..จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลอีก...รวมพลคนเบี้ยหวัดสักวันดีหมัย...ขอความกรุณาพี่น้องที่กล้าพูด..กล้าทำ..นักกฏหมายนักกฏหมู่สู้อีกระลอกดีหมัย

ขอร้องพี่น้อง..อย่านิ่งเฉย..อย่ารอให้เรื่องมาถึงตัวก่อนแล้วมาร้องเสียใจทีหลัง...ประสบการณ์มีให้เห็นมาแล้ว....ขอเชิญชวนพี่น้องที่เข้าข่ายมีชะตากรรมเช่นนี้รวมพลังกันเถอะ...ขอร้องอย่าเก่งและดีแค่การวิจารณ์ว่าเป็นอย่างโน้น  อย่างนี้  กลาโหมไม่รู้...กรมบัญชีกลางไม่รู้..กรมส่งเสริมยิ่งไม่ต้องพูดถึง  และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆอีกไม่มีทางรู้ถ้าเราไม่แสดงพลัง

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้มีชะตากรรมเดียวกัน วันที่ตอบ 2010-04-26 15:23:54


ความเห็นที่ 22 (3166384)

      ท่านใดที่ถูกงดและได้รับหนังสือเรียกเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ คืน อย่างเป็นทางการแล้ว ขอให้ใช้แบบฟอร์ม ตามที่ผมได้ร่างไว้สำหรับทุกท่าน ตอบกลับนะครับ(อย่าลืม-ไปรษณีย์ลงทะเบียน)              

องค์การบริหารส่วนตำบลโพนางดำออก

                                                                                                                                         ถนน...........................

                                                                                                      เมษายน  2553

เรื่อง          ขอปฏิเสธการคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ

เรียน          สัสดีจังหวัดชัยนาท

อ้างถึง       หนังสือ สัสดีจังหวัดชัยนาท ที่ ..........................

                                ตามที่สัสดีจังหวัดชัยนาท แจ้งงดเบี้ยหวัดของข้าพเจ้าและให้ข้าพเจ้าคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ ที่

ได้รับไปแล้วคืนให้แก่กรมบัญชีกลางนั้น

                                ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับบำนาญเขตทดแทน เนื่องจากเป็นทหารซึ่งออกจาก

กองหนุนเบี้ยหวัด ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 11 และข้อบังคับ

กระทรวงกลาโหม ว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. 2495 ข้อ 8 (3) ดังนั้น การที่กรมบัญชีกลาง งดการจ่ายบำนาญ ให้กับ

ข้าพเจ้าจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อนึ่ง ในเรื่องการงดเบี้ยหวัด การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด การ

มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน เนื่องจากเป็นทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดที่กระทรวงกลาโหม

และกรมบัญชีกลาง ถือปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ข้าพเจ้าเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้อง

รอแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งศาลปกครองจะได้มีคำพิพากษาต่อไป ตามคดีหมายเลขดำที่ 1324 /2550 ศาล

ปกครองกลาง ผู้ฟ้องคดี พ.จ.อ. วิษณุ ชำกรม ผู้ถูกฟ้องคดี เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ

                                จึงเรียนมาเพื่อทราบและรอแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป

                    ขอแสดงความนับถือ

 

                                                                                             (นายทรงศักดิ์  น่วมทิม)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-27 16:41:53


ความเห็นที่ 23 (3166525)

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ วันที่ตอบ 2010-04-28 10:53:50


ความเห็นที่ 24 (3166528)

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisanu2208-at-windowslive-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-28 10:56:22


ความเห็นที่ 25 (3166929)

 

สวัสดีครับพี่ๆน้องๆทหารหาญทุกคน
                ผมเป็นอีกคนที่ประสบปัญหาคล้ายๆกับท่าน ผมเป็นทหารเรือ (นรจ.นย.34) ลาออกจากทหาร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 บรรจุเป็นปลัดอำเภอ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2549 กองทัพเรือมีคำสั่งให้ออก ตามที่ขอลาออก มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม
                ผมมีคำถามๆตัวเองก่อนลาออกว่า
                ประเด็นแรก  ผมลาออกจากราชการแล้วจะขอรับบำเหน็จบำนาญเลยโดยไม่รับเบี้ยหวัดได้หรือไม่
                ผมตอบตัวเองว่า ได้ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 17 ความว่าข้าราชการผู้ใดมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบสิบปีบริบูรณ์แล้วออกจากราชการเพราะลาออกและไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญปกติตามความในมาตรา 9 ก็ให้ได้รับบำเหน็จตามความในมาตรา 32 (ผมมีอายุราชการ 16 ปี วันทวีคูณ 3 ปี รวม 19 ปี )
ประกอบข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 2  ข้อ 5 ทหารซึ่งไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดมีกรณีดังต่อไปนี้ 
(1)    ออกจากราชการได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
                ฉะนั้นผมยืนยันว่าผมมีสิทธิเลือกได้ กล่าวคือ ถ้าเลือกรับบำเหน็จบำนาญก็ไม่มีสิทธิรับเบี้ยหวัด ถ้าเลือกรับเบี้ยหวัดก็ไม่มีสิทธิรับบำนาญ แต่ทางราชการบอกว่าไม่ได้ต้องรับเบี้ยหวัดอย่างเดียวเพราะยังไม่ปลดกองหนุนชั้นที่ 2
                ประเด็นที่สอง ไม่เป็นไรเมื่อบังคับให้ผมรับเบี้ยหวัด เมื่อผมกลับเข้าราบราชการเป็นปลัดอำเภอแล้วงดเบี้ยหวัดผม ต้องย้ายประเภทไปรับบำนาญแทนได้หรือไม่
                ผมตอบตัวเองว่าได้ ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 5  ข้อ 8 ทหารซึ่งได้รับเบี้ยหวัดอยู่แล้วให้งดเบี้ยหวัด กรณีดังต่อไปนี้
(1)    นายทหารสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้
(2)    นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัดซึ่งปลดจากกองหนุนชั้นที่ 2
(3)    เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
ฯลฯ
                การปฏิบัติของกระทรวงกลาโหมที่ผ่านมา ตาม(2) ให้ย้ายประเภทไปรับบำนาญได้
                แต่ทำไมตาม (3) ถึงไม่ให้รับบำนาญ ทั้งๆที่อยู่ในหมวดเดียวกัน ข้อเดียวกัน ใช้เหตุผลอะไร 
สรุป 
1.       ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมต้องมีสิทธิเลือกรับบำเหน็จบำนาญ หรือ เบี้ยหวัดได้ ตั้งแต่ผมลาออกจากราชการ
2.       หรือผมเลือกรับเบี้ยหวัด เมื่อกลับเข้ารับราชการที่มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญแล้วงดเบี้ยหวัดผม นั้นผมไม่โต้แย้ง แต่ต้องย้ายประเภทให้ผมได้รับบำนาญแทน
 
 
                ผมโต้แย้งและทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้ออกคำสั่ง ว่าผมมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 17 ความว่าข้าราชการผู้ใดมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบสิบปีบริบูรณ์แล้วออกจากราชการเพราะลาออกและไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญปกติตามความในมาตรา 9 ก็ให้ได้รับบำเหน็จตามความในมาตรา 32  ผมมีอายุราชการ 16 ปี วันทวีคูณ 3 ปี รวม 19 ปี ฉะนั้นตามความในมาตรานี้ผมต้องมีสิทธิได้รับบำเหน็จ
                นย.ตอบว่า ผมยังไม่พ้นกองหนุนชั้นที่ 2 จะต้องรับเบี้ยหวัด
                ผมตอบว่าผมจะเลือกไม่รับเบี้ยหวัดได้หรือไม่ เนื่องจากผมมีสิทธิได้รับบำเหน็จ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว  โดยที่ ผมเห็นว่า ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 2  ข้อ 5 ทหารซึ่งไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดมีกรณีดังต่อไปนี้ 
(1) ออกจากราชการได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ 

ฉะนั้น ตามข้อนี้สามารถยืนยันได้ว่า ผมมีสิทธิเลือกที่จะรับบำเหน็จบำนาญ หรือจะเลือกรับเบี้ยหวัดก็ได้ กล่าวคือ ถ้าเลือกรับบำเหน็จบำนาญก็ไม่มีสิทธิรับเบี้ยหวัด ถ้าเลือกรับเบี้ยหวัดก็ไม่มีสิทธิรับบำนาญ 

ตอนนี้ผมได้ยื่นฟ้องศาลปกครองแล้ว  ผลคำพิพากษาเป็นอย่างไรจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดชาญชัย (chanchai-dot-p-at-windowslive-dot-com)วันที่ตอบ 2010-04-30 07:59:07


ความเห็นที่ 26 (3168160)

                ขอถามหน่อยเถอะว่า เงินเบี้ยหวัด   บำเหน็จ/บำนาญ  ที่ได้รับมาตั้งแต่ขอลาออกจากทหารมา  จนถึงวันที่   จทบ.หรือสัสดีจังหวัดไล่เช็คบิลพวกเราเนี่ย  มันเป็นเงินที่พวกเราได้มาโดยทุจริตหรือเปล่า  ?   บางรายไม่ตำกว่า 10 ปี

                คำตอบ คือ ได้มาโดยสุจริต     สุจริต ทั้ง ผู้จ่าย และ  ผู้รับ    (ความไม่รู้ ก.ม.เป็นเหตุ)

                ถ้าต้องฟ้องร้อง  ขึ้นโรง  ขึ้นศาล   แน่นอนและยอมรับ ครับว่า  พวกเราผิด  เพราะ ก.ม.บัญญัติว่ารับไม่ได้   ต้องคืนเงินที่ได้รับมา   แต่การรับโดยสุจริต จากผู้ทำหน้าที่จ่าย (โดยสุจริต) แบบไม่รู้ ก.ม. เหมือนกัน   มา  10 กว่าปี  จนถึงวันนี้ท่านบอกว่าเราต้องคืนเงิน พร้อมดอกเบี้ย เสมือนทำสัญญาเงินกู้กันไว้   ดูเหมือจะไม่เป็นธรรมเท่าไหร่      สนง.กฤษฏีกา  ได้กรุณาตอบคำถามและให้แนวทางในเรื่องนี้เอาไว้ น่าสนใจ พอสรุปได้ว่า  เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ/บำนาญ  ที่พวกเรารับมาโดยสุจริต และใช้จ่ายไปเพื่อการดำรงชีพ  ไม่น่าจะเรียกเงินคืนได้  แต่หากมีการเรียกเงินคืน ก็ให้อุทรณ์คำสั่ง  และฟ้องศาลปกครองในที่สุด  และผู้จ่ายอาจต้องรับผิดด้วย  ตามหลักสัดส่วน

               เห็นด้วย ที่จะยกพลขึ้นบก  บุก กระทรวงกลาโหม  เพื่อยึดพื้นที่การชุมนุม  เจรจาไกล่เกลี่ย  ให้ได้ข้อสรุปในทุกประเด็นปัญหาของเหล่าทหารที่ลาออก   แบบนอกรอบ  เพราะการต่อสู้ในเวทีที่มีผู้พิพากษาชี้ขาด  ผลที่ออกมาคาดเดายาก   ที่สำคัญ ผมมีความเชื่อว่า "ขึ้นชื่อว่าเลือดทหารเหมือนกัน  ยึดหลักการ/คำปฏิญาณเดียวกัน คือ ชาติ  เกียรติ  วินัย กล้าหาญ"  น่าจะได้ข้อสรุปที่ออกมามีความสุขกันทุกฝ่าย 

               นัดหมาย  และประสานงานเลยครับ  หมอแม็ค                 จ.สุรินทร์  มีกี่คนจะขนไปให้หมด

              พ.จ.อ.ยงยุทธ    บุญประสพ    อิเล็คทรอนิคส์ ทหารเรือ รุ่น 30   โทร 0891892219

            

ผู้แสดงความคิดเห็น ยงยุทธ วันที่ตอบ 2010-05-06 15:44:04


ความเห็นที่ 27 (3169557)

มีพี่น้องอดีตทหาร ที่ประสบปัญหาเรื่อง  การถูกปฏิเสธการมีสิทธิได้รับบำเหน็จ บำนาญเหตุทดแทน ถูกงดเบี้ยหวัด บำนาญ  ถูกเรียกคืนเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ หลายท่านมีแนวคิดว่าอยากรวมกันและขอพูดคุย อภิปราย กับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฏหมาย และผู้บังคับบัญชา ระดับที่มีอำนาจตัดสินใจ ก็น่าจะลองดูนะครับ เพราะการพูดคุยด้วยเหตุด้วยผล ด้วยหลักกฏหมาย ไม่ไช่เรื่องเสียหาย แต่ยอมรับว่าผมไม่แน่ใจว่ากระทรวงกลาโหมจะกล้าพอที่จะคุยกับเราหรือไม่ ผมกับปลัดชาญชัย เป็น 2 คน แรก ที่เข้าใจบริบทของเรื่องและ ระเบียบกฏหมาย ได้ตรงกัน ยืนยันว่า กระทรวงกลาโหมทำผิดกฏหมาย แต่เขาก็ได้ยืนยันว่าเขาทำถูกโดยการปฏิเสธคำอุทธรณ์ของเราจนเรื่องเข้าสู่ศาลปกครอง การยอมที่จะพูดคุยกับเราในลักษณะโต๊ะกลมแล้วให้มี ผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายเป็นคนกลาง น่าจะเป็นการเปิดใจกว้าง และเป็นการดูแลพวกเราในฐานะที่เคยเป็นบุคลากรของกระทรวงกลาโหม ดังนั้น ผมจึงขอให้พวกเราแต่ละจังหวัด รวมกันจัดทำบัญชีรายชื่อ ที่อยู่ ส่งมาที่ wisnu2208@hotmail.com เพื่อหาช่องทางดำเนินการ หากได้พูดคุยกันจริงจังอาจได้ข้อยุติก็ได้ครับ อนึ่ง ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ในคำให้การ รวมทั้งหนังสือปฏเสธอุทธรณ์ ของฝ่ายกระทรวงกลาโหมกลาโหม  อ้างเหตุผลว่า การมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน เนื่องจาก "การออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ทำตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางแจ้ง  แต่เมื่อผมทำหนังสือไปแจ้งให้กรมบัญชีกลางแก้ไขแนวทางใหม่เนื่องจากที่ทำมาผมเห็นว่าทำไม่ถูกต้องตามกฏหมาย กรมบัญชีกลาง กลับตอบว่า กรมบัญชีกลางไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฏหมายในเรื่องนี้ ในเรื่องนี้เป็นไปตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงกลาโหม 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-05-12 09:59:51


ความเห็นที่ 28 (3169588)

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผม  ทำให้ต้องศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ รวมทั้งความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เคยวินิจฉัยไว้  อ่านเข้าใจบ้าง ยังงงอยู่ก็มี และได้พูดคุยกับพี่ๆน้องๆหลายคน ทำให้รู้ว่าเราไม่ควรยอมจำนนให้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเราในขณะนี้ ผมจึงขออนุญาตแยกประเด็นตามสถานภาพและปัญหาที่เกิดกับพี่น้องผองเพื่อนทุกท่าน ดังนี้

1.      ผู้ที่เป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด

1.1   ถูกงดเบี้ยหวัดเนื่องจากเข้ารับราชการในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ  ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมฯ ข้อ 8(3) กรณีนี้จะมีสิทธิได้รับบำนาญเหตุทดแทนได้หรือไม่ ต้องรอผลคดีของพี่ปลัดวิษณุ และปลัดชาญชัย  ถ้าผลออกมาว่ามีสิทธิได้รับบำนาญเหตุทดแทน ก็ไม่ได้นับอายุราชการต่อ (ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง)

1.2   ได้รับเบี้ยหวัดแล้ว ต่อมาถูกงดและถูกเรียกคืนเนื่องจากกรมบัญชีกลางอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.481/2551  กรณีนี้ มี 2 ประเด็นย่อย คือ 1. ต้องคืนหรือไม่ อย่างไร และ 2.มีสิทธิรับเบี้ยหวัดต่อไปหรือไม่   ประเด็นแรก ผมคิดว่าการที่กรมบัญชีกลางและกระทรวงกลาโหม ยึดถือแนวทางปฏิบัติมาโดยตลอดว่าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดที่กลับเข้ารับราชการใน อปท.สามารถรับเบี้ยหวัดต่อไปได้ เนื่องจาก ข้าราชการหรือพนักงาน อปท.ไม่อยู่ในข่ายบังคับของ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494  ซึ่งดูได้จากคำให้การในชั้นไต่สวนศาลปกครอง และหนังสือตอบข้อหารือในอดีตของกรมบัญชีกลาง (เท่าที่หาได้มี 2 ฉบับ ปี 16 และปี 25 ) จึงได้เบิกจ่ายให้ จนกระทั่งมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดออกมา ปี 51 ทำให้กรมบัญชีกลางกลับลำงดเบิกและเรียกคืน เรื่องนี้ทำให้เราต้องเดือดร้อนและย่ำแย่ที่สุด  แต่อยากให้ทุกท่านคลายความกังวลลง เพราะว่ายังพอมีทางออกที่ทำให้เราไม่ต้องคืนเงิน  อย่างนี้ครับ ตาม ปพพ.เรื่องลาภมิควรได้  การที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาออกมาอย่างนี้เราต้องยอมรับและเคารพศาล  เบี้ยหวัดที่กรมบัญชีกลางเบิกให้มาถือว่าเป็นลาภมิควรได้ เนื่องจากปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้  (ม.406) ดังนั้นกรมบัญชีกลางถึงมีหนังสือเรียกคืน แต่ผมขอแนะนำว่าไม่ต้องคืนและไม่ต้องรับสภาพหนี้ครับ เพราะตาม ม.412 ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนเว้นแต่เมื่อบุคคลรับไว้โดยสุจริต จึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน หมายความว่า เงินเบี้ยหวัดที่เราได้รับรายเดือนโดยสุจริต และได้ใช้จ่ายไปเพื่อการดำรงชีพจนหมดแล้ว จึงไม่มีเงินที่จะต้องคืน  ถึงแม้กรมบัญชีกลางจะฟ้องเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ ก็คงได้แต่ฟ้องไปในเมื่อเบี้ยหวัดเราใช้ไปหมดแล้ว การคืนเงินเบี้ยหวัดจึงตกเป็นพ้นวิสัย  และถ้ายื่นฟ้องพ้นกำหนด 1 ปีนับจากวันที่รู้ว่าต้องงด ก็หมดอายุความ เรายกขึ้นต่อสู้ในศาลได้  ส่วนประเด็นที่ว่าจะมีสิทธิรับเบี้ยหวัดต่อไปหรือไม่ ผมคิดว่าคงยาก เนื่องจากเป็นคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดแล้ว ต้องยอมรับสภาพ (เศร้าครับงานนี้) แต่อาจได้รับบำนาญเหตุทดแทน ถ้า 1.1 ชนะคดี  หรือท่านอื่นมีความเห็นอย่างไรครับ

1.3   เรื่องการนับอายุราชการต่อ  เมื่อดูจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในคดีเดียวกัน ได้ความว่า เมื่อเราเคยรับราชการทหารในกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร จึงได้สิทธินับเวลาราชการตั้งแต่วันที่ขึ้นทะเบียนกองประจำการเป็นเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญได้ ตามมาตรา 25 วรรคสี่  แห่ง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2500 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 5)พ.ศ.2530  สรุปได้ว่า มีสิทธิได้นับอายุราชการต่อได้  การที่ทางกองทัพจะตั้งเงื่อนไขว่าจะต้องคืนเงินก่อนนั้น ผมว่ากองทัพไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นสิทธิตามกฎหมาย การขัดขวางมิให้เราได้รับสิทธินี้จึงไม่ชอบ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นต้องรับลูกด้วย เพราะไม่งั้นมีปัญหาตอนเกษียณแน่

1.4   เรื่องการบรรจุทับซ้อน (บรรจุรับราชการใหม่ ก่อนที่คำสั่งให้ออกมีผล) ประเด็นนี้เป็นคำสั่งทางปกครอง ที่สามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่มีคำสั่งให้ออก หรือหน่วยงานที่บรรจุเข้ารับราชการใหม่  ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539  ผมคิดว่า น่าจะร้องขอให้กองทัพแก้ไขคำสั่งให้ออกย้อนขึ้นมาก่อนที่ อปท.สั่งบรรจุ เพราะจะไม่กระทบกับระยะเวลาการครองตำแหน่งในการประเมินเลือนระดับ  แต่ถ้าจะให้ อปท.เป็นฝ่ายแก้ไข ก็ต้องไม่ให้กระทบกับสถานะภาพในตำแหน่งและระดับในปัจจุบัน  แต่ทั้งสองทางเราต้องคืนเงินในช่วงเวลาที่ทับซ้อนด้วย อันนี้ได้ข่าวว่าทางกองทัพและกรมบัญชีกลางได้ทราบแล้วและกำลังหารือกันอยู่ 

2.      ผู้ที่พ้นกองหนุนชั้นที่ 2 เปลี่ยนมารับบำนาญ แยกได้ 2 ประเด็นย่อย

2.1   รับบำนาญมาแล้วไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการคำนวณบำเหน็จบำนาญจากกรมบัญชีกลาง (หนังสือสั่งจ่าย)  กรณีนี้อาจมีผลเช่นเดียวกับผู้รับเบี้ยหวัด ตามข้อ 1.1  1.2 และ 1.3  หรือจะมีผลแตกต่างออกไป  ยังคิดไม่ออก

2.2   รับบำนาญมาแล้ว เกิน 2 ปี    กรณีนี้ยังมีทางสู้ต่อ เนื่องจากว่า ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ได้บัญญัติไว้ว่า ภายใต้บังคับมาตรา 38 เมื่อได้แจ้งการคำนวณบำเหน็จบำนาญให้ผู้มีสิทธิรับทราบล่วงพ้นสองปีแล้ว ให้ถือว่าการคำนวณนั้นเป็นอันเด็ดขาด หมายความว่า เมื่อกรมบัญชีกลางแจ้งเป็นหนังสือสั่งจ่ายบำนาญให้เราเพื่อเอาไปให้หน่วยงานผู้เบิก (จทบ.หรือ มทบ.) และเบิกจ่ายบำนาญให้เราเรื่อยมาเกินกว่า 2 ปีแล้ว ถือเป็นอันสิ้นสุดเด็ดขาด ไม่ว่าจะถูกหรือผิด จะรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกไม่ได้  ผลก็คือ 1. เรียกเงินคืนไม่ได้  2.ต้องเบิกจ่ายให้ต่อไป 3.เมื่อไม่สามารถรื้อฟื้นมาพิจารณาอีกได้ จึงไม่สามารถนับอายุราชการต่อได้   เมื่อเกษียณในตอนหลังก็จะคิดบำนาญให้เฉพาะอายุราชการใหม่ คือได้บำนาญ 2 ทาง

กรณีของผม เข้าข้อ 2.2 คิดว่าจะทำหนังสือโต้แย้งไป โดยอ้างหลักกฎหมายดังกล่าว  ซึ่งกรมบัญชีกลาง จะเหมารวมกรณีของผมในฐานะผู้รับบำนาญกับผู้รับเบี้ยหวัดเป็นเรื่องเดียวกัน โดยอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดนั้น ไม่น่าจะถูกต้อง

ความคิดเห็นของผมอาจจะตีความเข้าข้างตัวเอง แต่มันมีข้อกฎหมายรองรับ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ลองดูครับ  บางทีอาจจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องผองเพื่อนที่จะใช้โต้แย้งกับ จทบ.หรือ มทบ.ได้ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น พ.จ.อ.สัญชัย วันที่ตอบ 2010-05-12 12:05:07


ความเห็นที่ 29 (3170085)

ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสัญชัย ทุกประเด็น แต่ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติม ดังนี้

                  1.  กรณีงดเบี้ยหวัดและถูกเรียกคืนของ อปท.นั้น เมื่อพิจารณาตามคำพิพากษาของศาลปกครอง ต้องแยกว่า ช่วงเวลาตั้งแต่ พ.ศ.2539  - 2543 เป็นช่วงเวลาที่ อบต.ยังไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ช่วงนี้น่าจะเรียกเบี้ยหวัดคืนไม่ได้ และพวกเราน่าจะมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดอยู่

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดชาญชัย วันที่ตอบ 2010-05-14 08:14:24


ความเห็นที่ 30 (3170089)

ชาญชัย กรณี กฏหมายย้อนหลังให้สถานภาพข้าราชการ ของ พนักงานส่วนตำบล พี่ว่าน่าจะเหมือนกับ การทดลองปฏิบัติราชการนะ ยกตัวอย่าง ถ้าเราได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ ตั้งแต่ วันที่ 14  พฤษภาคม  2553 เราจะมีสถานะเป็นข้าราชการ วิสามัญ (เวลาระหว่างนี้ไม่ใช่เวลาราชการ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ) ต้องทดลองราชการ 6 เดือน ระยะเวลานี้ เราไม่มีสถานะเป็นข้าราชการ แต่เมื่อเราพ้นการทดลองราชการแล้ว เราจะมีสถานะ เป็นข้าราชการ (สามัญ) ย้อนกับไปเริ่มต้น ณ วันที่  14 พ.ค. 53 เวลาราชการ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ เริ่มตั้งแต่ 14 พ.ค. 53 (ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา)

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-05-14 08:31:49



ก่อนหน้า123456789...2223ถัดไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





นักเรียนจ่าทหารเรือ '29 @ สงวนสิทธิ์