หน้ารวมกระทู้ > การเรียกเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบ...

การเรียกเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญคืน
avatar
ปลัดวิษณุ


ตามหนังสือ กค 0420.6/0733  ลงวันที่  31  สิงหาคม  2552 ถึง  สัสดีจังหวัดจันทบุรีแจ้งแนวทาง  การเรียกเงินเบี้ยหวัด บำนาญ และเงินบำเหน็จดำรงชีพ เกินสิทธิส่งคืนคลัง  จากผู้รับเบี้ยหวัด บำนาญ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการทหารและปัจจุบันกลับเข้ารับราชการใน ราชการส่วนท้องถิ่น ผมไม่เข้าใจและสงสัยว่าทำไม กรมบัญชีกลาง ไม่แก้ไขปัญหา ที่ต้นเหตุซึ่งเพียงแค่แจ้งกระทรวงกลาโหมให้ยกเลิกแนวทางปฏิบัติในการเปลี่ยนสิทธิการรับเบี้ยหวัด เป็นบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามหนังสือ กรมบัญชีกลาง ที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09  แต่กลับใช้วิธีเรียกเงินคืนจากบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นปลายเหตุ กรณีเช่นนี้มีอดีตข้าราชทหารที่กลับเข้ารับราชการและต้องงดเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495  รวมทั้งประเทศน่าจะมีจำนวนเป็น1,000 คน

ที่มาของเรื่องทั้งหมดผมขอสรุปสั้นๆ ดังนี้

1. กรมบัญชีกลาง มีหนังสือที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 ถึง ปลัดกระทรวงกระลาโหม แจ้งแนวทางปฏิบัติในการงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน โดยอ้าง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 89/2483 ราย จ.ต.เสนาะ  เนียมโพธิ์ทอง (กรมบัญชีกลางขอหารือ)ซึ่งสรุปว่าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย ไม่สามารถจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ได้ (พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ถือว่าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดยังมีฐานะเป็น "ข้าราชการ"อยู่)และท้ายหนังสือ ได้แจ้งยกเลิกหนังสือจ่ายบำเหน็จบำนาญ อดีตทหาร 4 ราย จะเห็นได้ว่าหนังสือที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 เป็นหนังสือในลักษณะสั่งการ ไม่ใช่การตอบข้อหารือ  และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 44/2496 (กรมบัญชีกลางขอหารือ)ได้ตอกย้ำว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดมีฐานะเป็นข้าราชการ กรมบัญชีกลางและกระทรวงกลาโหมจึงถือปฏิบัติตามความเห็น"ผู้รับเบี้ยหวัด ยังไม่ได้ออกจากราชการมาโดยตลอด ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 ยังไม่มี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จึงยึดถือ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาเป็นแนวในการวินิจฉัยว่า ผู้ใดเป็นข้าราชการทหารบ้าง

2.ต่อมาเมื่อมีแนวคิดการก่อตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ........ มีมาตรา....กำหนดให้ ข้าราชการ เป็นสมาชิก กรมบัญชีกลาง น่าจะไม่แน่ใจในฐานะของ "ผู้รับเบี้ยหวัด" ซึ่งก็คือ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั่นเอง เพราะหากถือตามแนวทางเดิม "ผู้รับเบี้ยหวัด"ซึ่งหมายถึงข้าราชการ ก็มีสิทธิเป็นสมาชิกกองทุนด้วย กรมบัญชีกลาง จึงขอหารือฐานะ "ผู้รับเบี้ยหวัด" อีกครั้ง ตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 774/2537 ซึ่งมีความเห็นว่า "ผู้รับเบี้ยหวัด"เป็นผู้ที่ออกจากราชการแล้วไม่มีฐานะเป็นข้าราชการแต่อย่างใด การสนับสนุนความเห็นที่ว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดยังมีฐานะเป็นข้าราชการ เป็นผู้ยังไม่ได้ออกจากราชการในขณะใดเลย จะเห็นว่าความเห็นนี้ กรมบัญชีกลางได้ปฏิบัติตาม ดูได้จาก ผู้รับเบี้ยหวัดไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

3. หาก กรมบัญชีกลาง แจ้ง ยกเลิกแนวทางปฏิบัติ ตาม หนังสือที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 และแจ้งแนวทางการปฏิบัติใหม่ ตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 774/2537 ข้าราชราชการทหาร ที่ลาออก แล้วกลับเข้ารับราชการใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนกลาง  ส่วนภูมิภาค หรือ ส่วนท้องถิ่น จะมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามนิยาม"ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ซึ่งปรากฏ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 11 หรือ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 51 ประกอบ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3) แน่นอน

   4. มันเจ็บปวด ทุกข์ทรมาณขนาดไหนไม่มีใครสัมผัสได้เท่าผม ผมเคยทำหนังสือขอคัดสำเนาหนังสือ ที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 กรมบัญชีกลาง มีหนังสือ ที่ กค 0420.1/04141 ลง 18 ก.พ.51 แจ้งว่า ได้ทำลายเอกสารตามระเบียบสำนักนายกว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 แล้ว จึงไม่สามารถคัดและรับรองเอกสารได้(น่าแปลกว่าทำไม กรมบัญชีกลาง เจ้าของเรื่อง ทำลายเอกสารแล้วไม่สามารถคัดรับรองสำเนาได้ แต่กระทรวงกลาโหม ยังถือปฏิบัติตามหนังสือดังกล่าวอยู่และสามารถคัดและรับรองสำเนาส่งให้ศาลปกครองได้ ผมจึงได้เห็นหน้าตาหนังสือฉบับดังกล่าว..ยังใช้พิมพ์ดีดอยู่เลย) ต่อมาผมทำหนังสือแจ้ง กรมบัญชีกลางให้แก้ไขแนวทางปฏิบัติการงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญให้สอดคล้องกับความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 774/2537แต่ได้รับคำตอบ ตามหนังสือ ที่ กค 0406.5/03843 ลง 23 ก.พ.52 สรุปว่า หนังสือที่ กค04/16300 ลง 10 ต.ค.09 เป็นเพียงการตอบข้อหารือระหว่างกระทรวงกรมบัญชีกลางกับกระทรวงกลาโหม เท่านั้น กรมบัญชีกลางไมมีอำนาจตามกฏหมายในการกำหนดแนวทางการงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ เรื่อง การงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญกระทรวงกลาโหมเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการ ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 (เป็นงั้นไป หนังสือที่ไม่มีการอ้างถึง แถมสั่งยกเลิกบำเหน็จบำนาญ ทหารกองหนุนอีก  4 ราย เป็นหนังสือตอบข้อหาหรือได้อย่างไร ผมไมเข้าใจจริง ๆ มิหนำซ้ำ ปัจจุบัน กระทรวงกลาโหมยังถือปฏิบัติตามอยู่เลย)

5. ที่ผมสามารถบรรยายที่มาที่ไป ที่น้อยคนนักจะรู้ แม้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของ กระทรวงกลาโหมและกรมบัญชีกลาง เอง เนื่องมาจากผม พันจ่าเอกวิษณุ  ชำกรม เคยรับราชการทหารเรือ บรรจุ 26 เม.ย.30  ขอลาออกจากราชการ เมื่อ  27 พ.ย.45  บรรจุเข้ารับราชการ สังกัด กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อ  28 พ.ย.2545 ยังไม่ได้ขอรับสิทธิใด ๆ จาก ราชการทหาร เพราะเคยโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ ได้รับคำตอบว่า ลาออกแล้วกลับเข้ารับราชการ ไม่สามารถรับ เบี้ยหวัดได้ เพราะเป็นการซำซ้อน รับเงินสองทาง ต่อมาเมื่อค้นหาและศึกษากฏหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงมีความเห็นว่า เรามีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามนิยาม"ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ซึ่งปรากฏ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 11 หรือ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 51 ประกอบ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3) จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนแต่ก็ถูกปฏิเสธ จากหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งอ้างว่าไม่สามารถจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ได้ ตามแนวทาง หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 ผมจึงได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำ ที่ 1324/2550

6.ผมอยากให้กรมบัญชีกลางหันมาพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง อีกครั้งหนึ่งเหมือนที่เคยทำมาแล้วในอดีต มิใช่ปล่อยให้พวกเราอดีตรั้วของชาติต้องทุกข์ทรมาณไปตามยถากรรม ศาลท่านสามารถเป็นที่พึ่งได้อยู่แล้ว แต่ทำไมกรมบัญชีกลาง ต้องรอ น่าจะพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาที่ตนเองได้เป็นผู้ผูกเงื่อนไว้ ขอบคุณครับ  พ.จ.อ.วิษณุ  ชำกรม  ปลัดอำเภอ(เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) อำเภอบึงสามพัน  จังหวัดเพชรบูรณ์



ผู้ตั้งกระทู้ ปลัดวิษณุ :: วันที่ลงประกาศ 2009-12-30 12:01:09


ก่อนหน้า123456789...2223ถัดไป

ความเห็นที่ 678 (3481363)
avatar
นักกฏหมายไม่เข้าใจกฎหมาย

เราน๊ะต่างก็ยอม  ไม่ใช่เรื่องทุจริต  บางครั้งไม่ยอมให้โอน  เรามีคุณภาพขึ้นนายทหารไม่ได้  เราก็แยกย้ายทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ 

อายุราชการไม่ได้เอามา  เงินเดือนไม่ได้เอามา   สิทธิ์เรามีแต่ต้น  เพราะหากเราไม่กลับมารับราชการ  เราทำงานบริษัท  เงินเดือน  สองสามหมื่น  เราก็ยังมีสิทธิรับบำนาญต่อไป   หรือถ้าเราได้โอนย้ายทั้งอายุราชการทั้งเงินเดือนก็ตามมา   การออกระเบียบเช่นนี้มันไม่เป็นการยุติธรรม   รับราชการทหารมาสิบปี  สิบห้าปี  เมื่อออกมาได้สิทธิ์รับบำนาญ  ก็ควรจะได้สิทธินั้น   เมื่อเราเข้ารับราชการเริ่มใหม่  สิทธินั้นควรอยู่  แต่หากให้เราคืนเงินต้องให้อายุราชการ  ต้องคำนวนเงินเดือนปรับให้เราด้วย   หลวงต้องคิดใหม่  เราหลงศรัทธาและภูมิใจที่ได้เป็นทหาร  แต่พี่น้องที่แตกต่างด้านการกำเนิด  กำลังกัดจิก   แทนที่จะใช้กองกำลังที่แพร่กระจายไปทั่วสร้างความเข้มแข็งให้กองทัพ  เป็นกองกำลังพิเศษที่กองทัพเลี้ยงไว้    เช่นด้านการข่าว   การแทรกซึมโดยตรง  ก็ไม่คิดกัน  มีแต่สร้างความเจ็บ   อยากให้คนที่ได้อ่านได้คิดกัน  ทั้งท้องถิ่นและราชการส่วนกลาง

ตอนแรกก็บอกท้องถิ่นไม่ใช่ข้าราชการ   ก็สู้กันดูซิครับพี่น้อง  ประเทศนี้   ก็ไม้พ้นคำว่าเส้นสาย  ทำไมพวกเราสอบได้  หกปี  เจ็ดปี  ก็เป็นบริหารกันแล้ว  ไม่รู้จะพูดอย่างไร  เหนื่อย   เราไม่ได้ว่าเห็นแก่ได้น๊ะ  แต่มันเป็นสิทธิของเรา  กฏหมายอะไรกันแบบนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น นักกฏหมายไม่เข้าใจกฎหมาย วันที่ตอบ 2014-04-22 16:35:34


ความเห็นที่ 677 (3470924)
avatar
.

 หากเราคืนเงิน  เราจะได้อายุราชการกลับคืนมา  ใช่หรือไม่  แล้วเงินเดือนตอนเป็นทหารก่อนลาออกเราจะได้นับต่อเนื่องย้อนหลังหรือไม่  เพราะลาออกเงินเดือนก็มาเริ่มต้นใหม่ ทำให้เราเสียประโยชน์  แล้วยังจะมาเรียกเงินคืนกับเราทุกบาททุกสตางค์พร้อมดอกเบี้ย  อย่างนี้ยุติธรรมหรือไม่  เราไม่ได้ขอ  แต่ต้นสังกัดให้มาเอง  สุดท้ายเราก็กลายเป็นหนี้แบบไม่ได้มีเจตนาอยากให้เป็น

ผู้แสดงความคิดเห็น . วันที่ตอบ 2014-04-01 16:07:28


ความเห็นที่ 676 (3470380)
avatar
ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป

 ตามความเห็นที่ 675  

               หากผมตีความตามโจทย์ที่ท่านให้มา ...แสดงว่าท่านจะไม่คืนเงินที่ได้รับมา และจะใช้คำว่าสุจริตขึ้นต่อสู้ กรณีนี้หากกรมบัญชีกลางแจ้งมาให้ท่านไปเซ็นรับสภาพหนี้ ก็อย่าไปเซ็นรับสภาพหนี้ หลังจากนั้นกรมบัญชีกลางก็จะฟ้องท่านในฐานะจำเลยต่อศาล เพื่อให้ท่านชดใช้เงินที่ได้รับมา  ท่านก็หาทนายเข้าต่อสู้ในเรื่องลาภมิควรได้ การได้รับมาโดยสุจริตมาหลักของกฎหมายแพ่ง ฯ  แค่นี้เองครับ....ซึ่งก็มีอดีตทหารหลายท่านก็กำลังต่อสู้อยู่ในชั้นศาลอยู่..........    ศาลจะตัดสินเองว่าใครจะได้หรือเสีย..... (จบที่ศาลตัดสิน)

ผู้แสดงความคิดเห็น ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป วันที่ตอบ 2014-03-31 16:12:44


ความเห็นที่ 675 (3469079)
avatar
พนักงาน

ขอคำแนะนำจากพี่ ๆ ทุกท่านครับ ผมลาออกจากราชการทหารเรือ เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2548 ก่อนลากออกจากราชการได้ทำเรื่องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตั้งแต่หัวหน้าแผนกยัน ผบ.กร.หนังสือขอลาออกนั้นระบุเหตุผลการลาออกด้วยว่าลาออกมาเพื่อรับราชการที่ส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนตำบล) วันที่ลาออกเป็นวันเดียวกันกับวันที่เข้ารับราชการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อ ทร.อนุญาตให้ลาออกแล้วกระผมเองจึงเข้ารับราชการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทร.มีคำสั่งให้รับเบี้ยหวัด และ ชคบ. เป็นเวลา 10 ปี เมื่อพ้น 10 ปีแล้ว จึงมีสิทธิรับบำเหน็จ เป็นเงินก้อนครับ

        ในวันนี้ได้ยินข่าวว่ากรมบัญชีกลางจะเรียกเงินเบี้ยหวัึดคืน จากข้าพเจ้าซึ่่งได้รับเงินดังกล่าวไปแล้วโดยสุจริต ข้าพเจ้าเองจะมีข้อต่อสู้อย่างไรบ้าง

ผู้แสดงความคิดเห็น พนักงาน วันที่ตอบ 2014-03-29 13:13:32


ความเห็นที่ 674 (3467331)
avatar
ผู้ถูกเรียก

 มทบ.21 นครราชสีมา มีหนังสืองดเบี้ยหวัด  และแจ้งให้พนักงานส่วนท้องถิ่นไปรายงานตัวแล้ว จำนวน  33  ราย  สืบเนื่องมาจากการเบิกจ่ายตรงของ สปสช.

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้ถูกเรียก วันที่ตอบ 2014-03-27 12:41:21


ความเห็นที่ 673 (3460760)
avatar
ราบ ..นย.

 ตรูไม่คืน............(ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย)

ผู้แสดงความคิดเห็น ราบ ..นย. วันที่ตอบ 2014-03-19 16:07:14


ความเห็นที่ 672 (3459410)
avatar
K36

       นี่คือการตีความของกฎหมายของตุลาการศาลปกครอง เพื่อประโยชน์ของเราทั้งหลาย กรณีที่จะกล่าวอ้างหรือแย้งได้ว่า เราไม่ทราบในข้อกฎหมายนั้นๆ ดังนี้ครับ

 สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดี(หน่วยงาน)อ้างว่า พรก.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบียหวัดบำนาญ พศ.2521 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งประชาชนกับผู้ถูกฟ้องคดีย่อมทราบแล้ว ก็มิได้หมายความว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีสิทธิ์ได้รับ ชคบ ตามฟ้องแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง

ให้ท่านทั้งหลายนำไปปรับใช้เทียบเคียงได้เลยนะครับ ในการยื่นฟ้องต่างๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น K36 วันที่ตอบ 2014-03-18 11:36:37


ความเห็นที่ 671 (3458280)
avatar
ทหารไทย

 ทราบว่ามีหลายคนที่ถูกเรียกเงินคืนทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมไปที่ปลัดกระทรวงฯกันมาก ผมคนหนึ่งที่ขอเป็นกำลังใจขอให้ทุกคนโชคดีไม่ต้องไปใช้เงินคืน เพราะความผิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่ตรวจสอบเบิกเงินให้เราได้ยังไง เราไม่รู้ก็รับไว้ซิ ใช่ไหมครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ทหารไทย วันที่ตอบ 2014-03-03 20:38:26


ความเห็นที่ 670 (3452832)
avatar
ทหารไทย

 รอบ ม.ค.๕๗ มีคนถูกเรียกเงินคืนนับพันคนครับ เพราะทุกคนไปขอใช้สิทธิรักษาพยาบาลกับ สปสช. ทำให้สิทธิไปชนกลับกรมบัญชีกลาง ทำให้กรมบัญชีกลางตรวจสอบได้ ใตรถูกเรียกเงินคืน ขอช่วยทำหนังสืร้องขอความเป็นธรรมไป ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วย ยิ่งเขียนมากปลัดไม่ต้องทำอะไร เพราะต้องมานั่งอ่านหนังสือของเรา โอกาศทบทวนกฎหมายมีสูงครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ทหารไทย วันที่ตอบ 2014-02-14 21:18:51


ความเห็นที่ 669 (3450962)
avatar
ปลัดบ้านนอก อดีตคอหนัง

 ตั้งสติให้ดีไตร่ตรองเรื่องราวทั้งหมด หาทางออกให้ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ศีกษาข้อกำหมายให้ดี ๆ ครับเรื่องนี้มีทางออก ปัญหาทั้งหมดเกิดจากข้อกฎหมายโดยแท้ ลองทบทวนในกระทู้ที่ทุก ๆ ท่านแสดงความคิดเห็นมา ผมว่ามีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้ไม่ใช้เคราะกรรมเป็นปัญหาข้อกำหมายครับ ผู้ได้รับผลกระทบควรจะร่วมตัวเพื่อหาทางออกร่วมกัน ตลอดจนประสานไปยังหลาย ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดบ้านนอก อดีตคอหนัง วันที่ตอบ 2014-02-08 15:34:58


ความเห็นที่ 668 (3450954)
avatar
ทร.45

ขอบคุณมากๆครับพี่(ความเห็น666). ผมก้อเลือกตามพี่ครับ

ห้าแสนกว่าๆ

แต่รู้สึกเซ็งชีวิต 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทร.45 วันที่ตอบ 2014-02-08 11:59:56


ความเห็นที่ 667 (3450922)
avatar
ทร.

ลองปรึกษาศาลปกครองดูว่าจะช่วยพวกเราได้อย่างไร เพราะมี ทร.หลายท่าน ปฏิบัติงานอยู่ ใครที่โดนเรียกคืนก่อน ลองติดต่อดู ผมคงจะโดนเร็วๆ นี้ โชคดีทุกคน

ผู้แสดงความคิดเห็น ทร. วันที่ตอบ 2014-02-07 15:57:28


ความเห็นที่ 666 (3450897)
avatar
เคราะห์บาปครั้งใหญ่ของจ่าเรือ

 ตามคำถามของ 665  ไม่มีอะไรซับซ้อนครับน้อง 

1.รอหนังสือจากบัญชีกลาง หรือหน่วยที่เบิกจ่ายเงินให้เราไม่ว่าจะเป็น จังหวัดทหารบก หรือ ทร. ให้ส่งคำสั่งบรรจุกลับเข้ารับราชการ ,คำสั่งเงินเดือนสุดท้าย , ทะเบียนประวัติสังกัดปัจจุบัน ฯ ไปให้เค้า

2.รอหนังสือให้ไปเซ็นต์รับสภาพหนี้

    2.1 ถ้าเซ็นต์รับสภาพหนี้ ขอทำเรื่องผ่อนรายเดือนได้ ไม่เกิน 10 ปี

    2.2 ถ้าไม่เซ็นต์รับสภาพหนี้ รอโดนฟ้องศาลแล้วไปแก้ต่างในศาล  หากแพ้คดีก็ต้องกลับไปรับสภาพหนี้ตามข้อ 2.1 เช่นเดิม

    2.3 ประวิงเวลา (กรณีนี้น่าจะหนัก) นิ่งอย่างเดียวรอผู้ว่าแจ้งตรงไปยังต้นสังกัดปัจจุบัน หมิ่นเหม่หลายอย่างทั้งความสุจริต ระเบียบวินัยฯ  และหากยืนยันที่จะต่อสู้ตาม 2.2 หลังจากประวิงเวลาได้ระยะเวลาหนึ่ง หากจบแบบไม่สวย ก็ต้องกลับไปดำเนินการตาม 2.1

    2.4 เวลาดำเนินการตามข้อ 2.2 และ 2.3 หลายปีทีเดียว

          เลือกช้อยชีวิตได้ตามใจปรารถนา เพราะตอนนี้กรมบัญชีกลางและ ทร.,ทบ.ทอ. พูดภาษาเดียวกันรับลูกกันหมดแล้ว เราอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเค้าในทางคดี ชั่งน้ำหนัก คิดวิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ รอบนี้หลายพันคน และอาจจะเป็นล๊อตใหญ่ล๊อดสุดท้าย ก่อนที่จะประปรายในภายภาคหน้า (ส่วนพี่เลือก 2.1 เกือบล้านเวรบรรลัย) ชีวิตเราเราเลือกเอง........ให้หายใจไว้น้องเอ๋ย พ่อ แม่ ลูก เมีย และหนี้สิ้นรออยู่........

  

ผู้แสดงความคิดเห็น เคราะห์บาปครั้งใหญ่ของจ่าเรือ วันที่ตอบ 2014-02-07 10:16:04


ความเห็นที่ 665 (3450802)
avatar
ทร.45

พี่ๆครับผม ถูกตัดเบี้ยหวัดไปแล้วเดือน ม.ค.57 นี้เอง

ทำงัยดี

ผู้แสดงความคิดเห็น ทร.45 วันที่ตอบ 2014-02-05 15:18:24


ความเห็นที่ 664 (3450722)
avatar
ลูกทร.

เดือนมกราคม  หลายท่านโดนตัด บำนาญแล้วครับ.....โดยที่เจ้าตัวยังไม่ได้รับหนังสือให้ดำเนินการอย่างใดเลยครับ.....แล้วเราจะดำเนินการอย่างไรครับ ป.วิษณุ ครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกทร. วันที่ตอบ 2014-02-04 09:16:24


ความเห็นที่ 663 (3450537)
avatar
ป ทร.30

คุณ k36  ครับ  ผมอยากได้รายละเอียด พอจะอนุเคราะห์ ได้บ้างไหมครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ป ทร.30 วันที่ตอบ 2014-01-31 15:48:02


ความเห็นที่ 662 (3447739)
avatar
ทบ2

ดี ครับ หลากหลายความเห็น

ล่า สุด ได้ข่าวจาก คนรู้จัก ใน จทบ. แห่งหนึ่ง  บอกว่า   กลาโหม กำลังจะยกเลิก  ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยเบี้หวัด 2495  นี้  นัยว่า  จะไม่มีเบ้ยหวัดอีกต่อไป     ให้มีสิทธิ ภายใต้  พรบ.กบข.  ( บำเหน็จบำนาญ)   เช่นเดียวกัน  ข้าราชการอื่นทั่วไป    ลองเชค  ข่าวกันดู ครับ 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทบ2 วันที่ตอบ 2014-01-13 22:41:30


ความเห็นที่ 661 (3447664)
avatar
ท.ทหาร

 เรื่องการจ่ายเบี้ยหวัดบำนาญ และ ชคบ.ผิดอาจพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นความผิดของผู้รับเพียงฝ่ายเดียวเมื่อผู้รับมีหน้าที่แสดงตัวซึ่งก็ได้แสดงแล้วทุกปีแต่ผู้ตั้งเบิกต้องมีหน้าที่ตรวจสอบด้วยทั้ง 2 ฝ่ายต้องมีหน้าที่ต่อกันจะโทษผู้รับฝ่้ายเดียวไม่ได้ส่วนในกรณีของการต่ออายุความไม่ได้ก็ย่อมเป็นความบกพร่องของข้อกฏหมาย  

การต่อสู้เรื่องลาภมิควรได้อาจจะไม่ใช่เป็นข้อต่อสู้ทั้งหมดเพราะอาจจะมีการหยิบยกเรื่องการติดตามเอาทรัพย์สินคืนซึ่งไม่มีอายุความและถ้าเกิดมีการทำสัญญารับสภาพหนี้อาจทำให้เกิดการยอมรับโดยปริยายว่าไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  ซึ่งผลลัพธ์ของการยอมรับไม่มีสิทธฺ์ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญอาจส่งผลต่อการเรียกสิทธิประโยชน์อื่นตามมาเช่น  ค่ารักษาพยาบาลซึ่งใช้สิทธิผิด  ซึ่งตรงนี้ต้องดูให้ดีเพราะค่ารักษาพยาบาลอาจถูกเรียกคืนได้โดยอ้างว่าต้องเบิกจากหน่วยงานใหม่โดยเอาใบเสร็จรับเงินไปเบิกแทน  ซึ่งใบเสร็จจะใช้ได้ 1 ปีงบประมาณจะทำให้การเบิกคืนมีปัญหาและการยอมรับว่าไม่มีสิทธฺรับเบี้ยหวัดบำนาญก็จะส่งผลถึงการคืนเงินประเดิม กบข. ด้วย  ตรงนี้ต้องพิจารณาให้ดี

ผู้แสดงความคิดเห็น ท.ทหาร วันที่ตอบ 2014-01-12 23:10:53


ความเห็นที่ 660 (3446483)
avatar
บาน

"การเป็นทหารหรือข้าราชการที่ดีต้องคิดอยู่เสมอว่า ไอระที่เป็นของของหลวงนั้น ย้อมตกน้ำไม่ไหล ตกลงไฟก็ไม่ไหม"

คุณตาของผมเคยพูดให้ผมฟังอยู่บ่อยครั้ง(เมื่อตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่)

ผู้แสดงความคิดเห็น บาน (k-dot-atitayawat-at-gmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2014-01-10 19:29:02


ความเห็นที่ 659 (3446422)
avatar
ทบ2

 

เรื่อง  เรียกคืนเบี้ยหวัด  โดนเรียกแน่นอน  มี คำพิพากษาศาลปกครอง หลายคดี      

ตามข้อบัง คับ กห   ว่าด้วยเบี้หวัด บอกชัดเจน ตามตัวอักษร  ต้องงดเบี้หวัด เมื่อกลับเข้ารับราชการ ที่มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญ  ศาลวิเคราะหฺตามนี้  ไม่แปลเป็นอื่น

ปัญหา คือ  ทำไม  บัญชีกลาง  หรือ หน่วย กห  ตั้งเบิกเบี้ยหวัดให้  มาแต่ต้น    เป็นความผิดของใคร    ก็ไปสู้ประเด็นนี้  เรารับโดยสุจริต เราตีความว่า   เรากลับเข้ารับราชการท้องถิ่น มาเข้า พรบ.บำนาญท้องถิ่น        ไม่ใช่  เข้า  พรบ.กบข   พลเรือน  เรา ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือน     บัญชีกลาง  ไม่เคยเรียก    หาหลักฐานหนังสือ

อีกประเด็น  เรื่อง ลาภมิควรได้   เราใช้เงินไปหมดแล้ว

 

อยู่ที่ว่า  บัญชึกลาง  จะทยอย หนังสือเรียก  หรือฟ้องอย่างไร  มีหนังสือมา ก็ ปฏิเสธไป   เรื่อยๆ      จนกว่า  บัญชีกลางจะฟ้องศาล  แล้วไปสู้ที่ศาล 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทบ2 วันที่ตอบ 2014-01-10 12:36:52


ความเห็นที่ 658 (3425223)
avatar
รั้วเก่าๆของชาติ

ปัญหาของพวกเรานั้น มันยากยิ่งกว่า พรบ นิรโทษกรรม อีกนะ เหนื่อย

ผู้แสดงความคิดเห็น รั้วเก่าๆของชาติ วันที่ตอบ 2013-11-14 13:01:40


ความเห็นที่ 657 (3424946)
avatar
พิศิษฐ์

ช่วยกันคิดหาทางต่อไปนะครับถ้าใครคิดออกก็มาบอกกัน ผู้มีอำนาจในบ้านในเมืองเขาคงไม่มีเวลามาใส่ใจกับเรื่องของพวกเรา

ผู้แสดงความคิดเห็น พิศิษฐ์ วันที่ตอบ 2013-11-09 15:37:00


ความเห็นที่ 656 (3423896)
avatar
ปลัดวิษณุ

 ผมได้ส่งคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดแล้วเมื่อ 28 ต.ค.56 (วันที่ตามคำร้อง 30 ต.ค.56 ใส่ไว้ล่วงหน้าลืมแก้ แต่ไม่มีผลอันใด) ก็คงจะปล่อยวางในเรื่องการต่อสู้คดีทางศาลไว้เพียงเท่านี้ ณ เวลาปัจจุบันมีความรู้สึกหงุดหงิด เบื่อหน่าย กับการที่อยากต่อสู้ อยากอธิบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจ ได้เห็นภาพ ได้รู้ความจริงว่าอย่างไหนถูก-ผิด และได้ข้อยุติ แต่ไม่เคยได้รับโอกาสที่จะได้อธิบายให้เห็น ถูกปฏิเสธตลอดเวลา เมื่ออำหนังสือไปยังหน่วยงานอื่นเพื่อขอความช่วยเหลือก็มักจะตอบแบบไปใหนมาสามวาสองศอก เพราะความไม่รู้ที่มาอย่างถ่องแท้แต่ก็ไม่ยอมเชิญเราไปอธิบาย ที่เห็น ๆ ตอบแบบพูดคนละภาษาก็ คณะกรรมาธิการทหารสภาผู้แทนราษฎร 

อนึ่ง เรื่องการเรียกเงินเบี้ยหวัดบำนาญคืนจากข้าราชการการเมือง(กรมบัญชีกลางและหน่วยงาน ไม่อยากทำเรื่องนี้ จึงทำแบบประวิงเวลา)มันจะเป็นกำแพงหรือโล่ป้องกันให้กับท่านที่ยังไม่ถูกงดและเรียกคืน หากวันใดท่านถูกเรียกคืน(ผมไม่ได้ส่งข้อมูลพวกเราไปแม้แต่คนเดียวครับเพราะพิจารณาดูแล้วไม่ได้ผลอะไรที่เป็นไปในทางบวก)ขอให้ลุกขึ้นต่อสู้กับ กรมบัญชีกลาง และหน่วยงาน ฐานเลือกปฏิบัติครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-10-28 11:29:58


ความเห็นที่ 655 (3423893)
avatar
ปลัดวิษณุ

 (ค.2)

คำร้องโต้แย้งการใช้ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3)บังคับ   แก่คดีเนื่องจากต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย                  พ.ศ.2550                                                     

                                                                               คดีหมายเลขดำที่ อ.205/๒๕55

                   คดีหมายเลขแดงที่ ........./๒๕.......

 

     ศาลปกครองสูงสุด

 

                                      วันที่  30  เดือน ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕56

 

พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม..................................................................ผู้ฟ้องคดี

 
 

 ระหว่าง

 

 

 

          เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ...............................................................ผู้ถูกฟ้องคดี

          ข้าพเจ้า พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม ในฐานะที่เป็น  ผู้ฟ้องคดี เกิดวันที่ 22 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2511 อายุ 45 ปี อาชีพ รับราชการ อยู่ที่ 210 หมู่ที่ 8 ตำบลเพชรละคร อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ รหัสไปรษณีย์ 67140 โทรศัพท์ 0824084630 ขอยื่นคำร้องโต้แย้งการใช้ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) บังคับแก่คดี คดีหมายเลขดำที่ อ 205/๒๕55 ศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากขัดแย้ง มาตรา 43 มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จึงต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ตามที่จะกล่าวต่อไปนี้

บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บัญญัติว่า

…..มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

.....มาตรา 43 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน               มาตรา 44 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงานรวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ.....”(ตามเอกสารหมายเลข 1)

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน(เงินบำเหน็จบำนาญ)ให้แก่ข้าราชการ ตาม มาตรา 4 โดยมีหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 9 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 (ตามเอกสารหมายเลข 2) เห็นได้ว่า มาตรา 17 เป็นบทบัญญัติที่รับรองว่าข้าราชการที่มีเวลาราชการครบ 10 ปี บริบูรณ์แล้วลาออกจากราชการจะต้องมีสิทธิได้รับหลักประกันในการดำรงชีพ(เงินบำเหน็จ)เมื่อพ้นภาวะการทำงานทุกคน

พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน(เงินบำเหน็จบำนาญและเงินอื่น)ให้แก่ข้าราชการตาม มาตรา 3 โดยมีหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 47 มาตรา 48 มาตรา 49 มาตรา 13 มาตรา 50 มาตรา 51 มาตรา 52 มาตรา 53 (ตามเอกสารหมายเลข 3)เห็นได้ว่า มาตรา 47 เป็นบทบัญญัติที่รับรองว่าข้าราชการที่เป็นสมาชิกที่มีเวลาราชการตั้งแต่ 10 ปี บริบูรณ์ขึ้นไปแต่ไม่ถึง 25 ปี บริบูรณ์แล้วลาออกจากราชการจะต้องมีสิทธิได้รับหลักประกันในการดำรงชีพ(เงินบำเหน็จ)เมื่อพ้นภาวะการทำงานทุกคน

ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 (ตามเอกสารหมายเลข 4) ออกโดยอาศัยอำนาจตาม บทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม มาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และบทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน(เบี้ยหวัด) เป็นการเฉพาะสำหรับข้าราชการทหาร โดย ให้แก่ ทหาร ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และข้าราชการทหาร ตาม มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ที่ออกจากราชการทหารเป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด โดยมีหลักเกณฑ์ตาม ข้อ 4 แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ก่อนที่จะเข้าสู่หลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวการณ์ทำงาน(บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน) ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เมื่อออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด

ข้าพเจ้าเห็นว่า เมื่อข้าราชการทหารออกจากราชการโดยมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด ตาม ข้อ 4 แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะมีสถานะเป็น “ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด”

เมื่อเป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดและถูกงดเบี้ยหวัด(หมดสิทธิได้รับเบี้ยหวัด) ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8  ดังนี้

(1)นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้ (ขยายความ

โดยข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 11/16536ลง14พฤศจิกายน 2482มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7))(ตามเอกสารหมายเลข 5)

(2) นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัดซึ่งปลดจากกองหนุนชั้นที่ 2 ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(4) กระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5(3)

(5) หลีกเลี่ยงหรือบิดพริ้วต่อราชการจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียกตัวในคราวมีราชการจำเป็นที่ต้องการใช้ตัวได้

(6) เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

การงดเบี้ยหวัดตาม (4) เฉพาะผู้ที่กระทำความผิดตามข้อ 5 (3) ข และ ให้งดตั้งแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จะมีสถานะเป็น “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ยกเว้น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม ข้อ 8 (4) ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เนื่องจากต้องด้วย มาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือต้องด้วย มาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539

แต่ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า เมื่อข้าราชการทหารออกจากราชการโดยมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด ตาม ข้อ 4 แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะมีสถานะเป็น “ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด”

เมื่อเป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดและเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ดังนี้

กรณีนายทหารสัญญาบัตร

นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8   

(1)   นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้ (ขยายความโดยข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 11/16536ลง14พฤศจิกายน 2482มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7))

(2) .............................................................................................................................

(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(4) กระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5(3)

(5) หลีกเลี่ยงหรือบิดพริ้วต่อราชการจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียกตัวในคราวมีราชการจำเป็นที่ต้องการใช้ตัวได้

(6) เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

กรณีนายทหารประทวนและพลทหารประจำการ

นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัด เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 41 แห่ง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 (ตามเอกสารหมายเลข 6)

 จะมีสถานะเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”เข้าสู่หลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน โดยมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539

เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัด เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 41 แห่ง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 จะเห็นว่าเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเดียวกันกับ ข้อ 8(2)(6) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 แต่ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่าไม่ใช่หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเดียวกันกับ ข้อ 8(2)(6) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 เพราะเหตุผล หากถือปฏิบัติว่าเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเดียวกัน เมื่องดเบี้ยหวัดตาม ข้อ 8(2)(6) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 “ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด”จะมีสถานะเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ก็จะต้องถือปฏิบัติว่า เมื่องดเบี้ยหวัดตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ “ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด”จะมีสถานะเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”และมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน เช่นเดียวกัน เพราะเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข งดเบี้ยหวัดอยู่ในหมวดเดียวกันไม่อยู่ในฐานะที่จะตีความให้แตกต่างกันได้กล่าวคือ จะสามารถตีความได้เพียง 2 แนวทาง แนวทางใดแนวทางหนึ่ง เท่านั้น ได้แก่

1.“ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด”เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 4 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8(1)(2)(3)(4)(5)(6) จะไม่มีสถานะเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน (แนวทางที่ผู้ถูกฟ้องคดี กรมบัญชีกลางและกระทรวงกลาโหมถือปฏิบัติ)

2.“ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด”เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 4 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8(1)(2)(3)(4)(5)(6) จะมีสถานะเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน(แนวทางที่ข้าพเจ้าเห็นว่าถูกต้องตามข้อบังคับและกฎหมาย)

คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550 ศาลปกครองกลาง มีประเด็นโต้แย้งที่เป็นประเด็นหลักสรุปได้ คือ เมื่อผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และถูกงดเบี้ยหวัด ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) ผู้ฟ้องคดีจะมีสถานะเป็นทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด ตาม มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 และมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน หรือไม่

 คำพิพากษา ศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 1829/2554 ในส่วนที่เป็นประเด็นหลักในคดี “...กรณีที่จะต้องพิจารณาต่อไปมีว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีต้องงดรับเบี้ยหวัด จะถือว่าผู้ฟ้องคดีออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดหรือไม่ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีถูกงดเบี้ยหวัดเนื่องจากเข้ารับราชการใหม่ในตำแหน่งที่มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3) และข้อบังคับดังกล่าวมิได้กำหนดให้นายทหารประทวนกองหนุนมีเบี้ยหวัดที่ต้องงดรับเบี้ยหวัดด้วยสาเหตุดังกล่าวออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดแต่อย่างใด....ดังนั้น ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่า เมื่อถูกงดรับเบี้ยหวัดแล้วผู้ฟ้องคดีได้เปลี่ยนสถานะจากกองหนุนมีเบี้ยหวัดเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดนั้นจึงฟังไม่ขึ้น.......ในเมื่อผู้ฟ้องคดียังไม่ออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน....” (ตามเอกสารหมายเลข 7)

ตามที่กล่าวมาแล้วหากถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดี และคำพิพากษา ศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 1829/2554 จะเห็นได้ว่า ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) ที่จะใช้บังคับแก่คดี คดีหมายเลขดำที่ อ 205/๒๕55 ศาลปกครองสูงสุด ขัดแย้ง มาตรา 43 มาตรา 44 แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550  จึงต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เป็นอันใช้บังคับมิได้ เพราะจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพของทหารกองหนุนเบี้ยหวัดไม่ให้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยจะถูกตัดสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนที่ต่อเนื่องจากเบี้ยหวัดซึ่งเป็นหลักประกันการดำรงชีพหลังภาวะการทำงาน ตามบทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และตามบทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539  เมื่อข้าพเจ้าลาออกจากราชการทหารเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 มีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ 24 ปี 1 เดือน ข้าพเจ้ายังไม่พ้นกองหนุนชั้นที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด เมื่อไปประกอบอาชีพรับราชการ ตำแหน่ง ปลัดอำเภอ ซึ่งเป็นตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ข้าพเจ้าถูกงดเบี้ยหวัดทำให้ถูกตัดสิทธิบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนที่ต่อเนื่องจากเบี้ยหวัด เพราะรับเบี้ยหวัดไม่ครบกำหนดตามแนวทางปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งถือปฏิบัติตาม กรมบัญชีกลางและกระทรวงกลาโหม กล่าวคือ ยังไม่พ้นกองหนุนชั้นที่ 2 มีความหมายหรืออธิบายความได้ว่า  หากมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด(เป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด) สามารถประกอบอาชีพใด ๆ ก็ได้ เช่น ประกอบธุรกิจส่วนตัว  เป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นนักบวช เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น  จะมีสถานะเป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดและมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดไปเรื่อย ๆ เมื่อครบกำหนด จะมีสถานะเป็นทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดและมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามแนวทางคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550 ลงวันที่ 17 ธันวาคม  2550 (ตามเอกสารหมายเลข 8)แต่หากไปประกอบอาชีพรับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จะถูกงดเบี้ยหวัดและไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตลอดไป

เหตุผลที่กระทรวงกลาโหมออกข้อบังคับข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) ซึ่งจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพของทหารกองหนุนเบี้ยหวัด มีดังนี้

ก่อนที่จะตรา พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ทหารและข้าราชการพลเรือนมีกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญแยกจากกัน ในห้วงเวลาดังกล่าวทหารชั้นประทวนเมื่อออกจากราชการ ไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการพลเรือนที่ต่ำกว่าสัญญาบัตร เมื่ออกจากราชการก็ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ทหารยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร การจะถือว่าผู้ใดเป็นข้าราชการทหาร ถือตามระเบียบแบบแผนที่มีอยู่ในเวลานั้น เช่น ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตรที่11/16536 ลง 14 พฤศจิกายน 2482 และถือว่า ผู้รับเบี้ยหวัด หรือ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็นข้าราชการทหาร เป็นผู้ที่ยังไม่ออกจากราชการทหาร

                   กระทรวงกลาโหมและกรมบัญชีกลาง ถือปฏิบัติว่าผู้รับเบี้ยหวัด หรือ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็นข้าราชการทหาร หรือ เป็นผู้ที่ยังไม่ออกจากราชการ เมื่อตราพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 โดยนำกฎหมายบำเหน็จบำนาญทหารและพลเรือนรวมเข้าด้วยกัน ได้ตราบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับทหารเป็นการเฉพาะ ได้แก่ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ตามมาตรา 11 และ “ทหารกองหนุนได้รับเบี้ยหวัด” ตามมาตรา 26 ต่อมากระทรวงกลาโหม ได้ออกข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตามมาตรา 11 แห่ง พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494  เพื่อให้เงินตอบแทนทหารกองหนุนที่ยังคงเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือราชการทหารเมื่อคราวจำเป็น ทั้งนี้ ในหมวดการงดเบี้ยหวัด ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เหตุที่กำหนดไว้เช่นนี้เพราะเมื่อถือปฏิบัติว่าทหารกองหนุนเบี้ยหวัด มีสถานะเป็นข้าราชการทหาร หากเข้ารับราชการแห่งใหม่แล้วไม่ถูกงดเบี้ยหวัด ก็จะเป็นการรับราชการหรือมีสถานะข้าราชการ 2 หน่วยงาน กล่าวคือ รับราชการทหารที่กระทรวงกลาโหม และรับราชการที่แห่งใหม่ในเวลาเดียวกัน ซึ่ง ผิดวิสัย เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเมื่อทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดกลับเข้ารับราชใหม่การจึงต้องกำหนดให้ถูกงดเบี้ยหวัดเพื่อให้พ้นสถานะทหารกองหนุนเบี้ยหวัด(ข้าราชการทหาร) ต่อมามีข้อโต้แย้งและมีความเห็นทางกฎหมาย จากการปฏิบัติราชการ ระหว่างหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กระทรวงกลาโหมและกรมบัญชีกลาง ข้อโต้แย้งและความเห็นทางกฎหมายที่สำคัญและเป็นหลักฐานยืนยันว่ากระทรวงกลาโหมและกรมบัญชีกลาง มีแนวทางปฏิบัติในเรื่องทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ที่มีพื้นฐานแนวคิดที่ถือปฏิบัติว่าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดมีสถานะเป็นข้าราชการทหารตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยยังไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งที่ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 4 (ตามเอกสารหมายเลข 9) ซึ่งมิได้บัญญัติให้ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีสถานะเป็นข้าราชการทหารแต่อย่างใด สนับสนุนด้วย ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 774/2537 มีความเห็นว่าผู้รับเบี้ยหวัดไม่มีฐานะเป็นข้าราชการ

                   พยานเอกสารที่แสดงให้เห็นว่า กระทรวงกลาโหมและกรมบัญชีกลาง ถือปฏิบัติว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็นผู้ที่ยังไม่ออกจากราชการทหาร หรือ มีฐานะเป็นข้าราชการทหาร

1. หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 (ตามเอกสารหมายเลข 10)ถึง ปลัดกระทรวงกระกลาโหม แจ้งแนวทางปฏิบัติในการงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน โดยอ้าง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 89/2483 ราย จ.ต.เสนาะ  เนียมโพธิ์ทอง (ตามเอกสารหมายเลข 11)

แปลความได้ว่า กรมสื่อสารทหารเรือ สั่งให้ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งกลับเข้ารับราชการฯ งดรับเบี้ยหวัด บางรายที่ไม่ต้องการนับเวลาราชการติดต่อกัน ก็สั่งให้ย้ายประเภทเป็นนายทหารกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จ

กรมบัญชีกลาง จึงแย้งและแจ้งแนวทางปฏิบัติว่า การออกคำสั่งให้ย้ายประเภทสำหรับรายที่ไม่ต้องการนับเวลาราชการติดต่อกันไม่ถูกต้อง เพราะนายทหารประทวนกองหนุนมีเบี้ยหวัด ยังมีสถานะเป็นข้าราชการทหาร เมื่อกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว สถานะข้าราชการทหารทับซ้อนกันกับสถานะข้าราชการทางพลเรือน(จึงถือปฏิบัติว่าไม่เคยออกจากราชการทหาร) แล้วงดเบี้ยหวัด เมื่อยังไม่เคยออกจากราชการทหาร จึงจ่ายบำเหน็จ(รวมทั้งบำนาญ)ที่เป็นผลจากการรับราชการทหารให้ไม่ได้ เหตุผลเพราะ บำเหน็จบำนาญจะจ่ายให้แก่ผู้ที่ออกจากราชการแล้วเท่านั้น

                   2.ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 113/2492 เล่ม 421 “.....ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บุคคลในกรณีต่างๆ เหล่านั้นได้เข้ารับราชการทางพลเรือนในขณะที่ยังเป็นนายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดอยู่ และกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญทหารซึ่งใช้อยู่ในเวลาที่บุคคลเหล่านั้นเข้ารับราชการทางพลเรือนได้บัญญัติไว้ว่าเวลาซึ่งได้รับเบี้ยหวัดให้นับเสมอหนึ่งในสี่ของเวลาอยู่รับราชการ ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าบุคคลเหล่านั้นได้เข้ารับราชการทางพลเรือนในขณะที่ตนยังอยู่ในราชการทหาร เมื่อเช่นนี้เวลาราชการทางทหารกับทางพลเรือนก็ย่อมจะต้องนับติดต่อกันไปในตัวเช่นเดียวกับในกรณี ร.ต.เกียรติ ศัลยพงษ์ แต่โดยที่กระทรวงการคลังได้คำนวณบำเหน็จบำนาญสำหรับเวลาราชการทางทหาร....”(ตามเอกสารหมายเลข 12)

แปลความได้ว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีสถานะเป็นข้าราชการทหาร เมื่อไปเข้ารับราชการทางพลเรือน เวลาราชการจึงติดต่อกันไม่มีห้วงเวลาออกจากราชการทหาร

3.ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 44/2496 (ตามเอกสารหมายเลข 13) “...ร.ท.ก. ยังไม่ออกจากราชการ ส่วน ร.ท.ข. ออกจากราชการแล้ว...”

แปลความได้ว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีสถานะเป็นข้าราชการทหาร ยังไม่ออกจากราชการทหาร แม้จะประกอบอาชีพทำไร่อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ก็ยังมีสถานะเป็นข้าราชการทหาร

3.ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 4/2513 (ตามเอกสารหมายเลข 14) “....กระทรวงกลาโหม มีแนวทางปฏิบัติในการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ในกรณีที่ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดจะย้ายไปรับราชการทางพลเรือน โดยสั่งปลดเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด ก่อนที่จะเข้ารับราชการใหม่ 2 วัน เพื่อไม่ให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือนจะได้มีฐานะเป็นผู้ที่ออกจากราชการแล้ว เพื่อให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เป็นการสงเคราะห์ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดที่จะไปรับราชการทางพลเรือน...”

แปลความได้ว่า หากพ้นสถานะผู้รับเบี้ยหวัดก่อนเข้ารับราชการแห่งใหม่ เวลาราชการจะไม่ติดต่อกัน มีสถานะการออกจากราชการแล้วและจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าสั่งให้พ้นสภาพกองหนุนเบี้ยหวัดตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องสั่งตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(1)(2)(3)(4)(5)(6) เท่านั้น

                   พยานเอกสารที่แสดงให้เห็นว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด เป็นผู้ที่ออกจากราชการทหารแล้วหรือไม่มีฐานะเป็นข้าราชการทหาร

                   1.พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 (ตามเอกสารหมายเลข 2) มิได้บัญญัติให้ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีสถานะเป็นข้าราชการทหารแต่ประการใด

                   2.พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 3 (ตามเอกสารหมายเลข 3) มิได้บัญญัติให้ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีสถานะเป็นข้าราชการทหารแต่ประการใด

                   3.พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 4 (ตามเอกสารหมายเลข 9) มิได้บัญญัติให้ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีสถานะเป็นข้าราชการทหารแต่ประการใด

                   4.ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 774/2537 (ตามเอกสารหมายเลข 15) กรมบัญชีกลางขอหารือ “....ผู้รับเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะต้องเป็นผู้ซึ่งออกจากราชการแล้วและเป็นผู้ซึ่งไม่มีตำแหน่งราชการประจำในกระทรวงกลาโหม จึงไม่มีฐานะเป็น ข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521...”

                   แปลความได้ว่า ผู้รับเบี้ยหวัด เป็นผู้ซึ่งออกจากราชการทหารแล้ว ไม่มีสถานะเป็นข้าราชการทหาร

ในขณะที่ข้าพเจ้าลาออกจากราชการทหาร เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ข้าพเจ้ามีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ 24 ปี 1 เดือน (ตามเอกสารหมายเลข 16) ข้าพเจ้ากลับเข้ารับราชการตำแหน่ง เจ้าพนักงานปกครอง 3 (ปลัดอำเภอ) วันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับหลักประกันในการดำรงชีพ(เบี้ยหวัด)เมื่อพ้นภาวการณ์ทำงานเป็นการเฉพาะสำหรับข้าราชการทหาร เป็นเวลา 1 วัน แล้วถูกงดเบี้ยหวัดตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8 (3) และถูกตัดสิทธิที่จะได้รับหลักประกันในการดำรงชีพ(บำเหน็จบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน)เมื่อพ้นภาวการณ์ทำงาน กล่าวคือบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนที่ต่อเนื่องจากเบี้ยหวัด  ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 และไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ  ทั้ง ๆ ที่ มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539  มีบทบัญญัติที่กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพ(บำเหน็จ)เมื่อพ้นภาวะการทำงานให้แก่ข้าราชการโดยรับรองว่าเมื่อข้าราชการลาออกจากราชการและมีเวลาราชการครบ 10 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปแล้วไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญด้วยเหตุใด ๆ จะต้องมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ

                          ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) ที่จะใช้บังคับแก่คดี คดีหมายเลขดำที่ อ 205/๒๕55 ศาลปกครองสูงสุด ขัดแย้ง มาตรา 43 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เนื่องจากจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการประกอบชีพของทหารกองหนุนเบี้ยหวัด กล่าวคือ หากไปประกอบอาชีพรับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการจะถูกงดเบี้ยหวัดและไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตลอดไป ขัดแย้ง มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เนื่องจากทำให้ทหารกองหนุนเบี้ยหวัดหมดสิทธิได้รับหลักประกันในการดำรงชีพ(บำเหน็จบำนาญ)ตามที่กฎหมายบัญญัติ ตาม มาตรา 11 มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 47 มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539

ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) จึงต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ขอศาลได้โปรดพิจารณาดำเนินการตาม มาตรา 211 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ต่อไป

                                                (ลงชื่อ) พันจ่าเอก                           ผู้ฟ้องคดี/ผู้ยื่นคำร้อง

                                                                        (วิษณุ  ชำกรม)(ค.2)

คำร้องโต้แย้งการใช้ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3)บังคับ   แก่คดีเนื่องจากต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย                  พ.ศ.2550                                                     

                                                                               คดีหมายเลขดำที่ อ.205/๒๕55

                   คดีหมายเลขแดงที่ ........./๒๕.......

 

     ศาลปกครองสูงสุด

 

                                      วันที่  30  เดือน ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕56

 

พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม..................................................................ผู้ฟ้องคดี

 
 

 ระหว่าง

 

 

 

          เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ...............................................................ผู้ถูกฟ้องคดี

          ข้าพเจ้า พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม ในฐานะที่เป็น  ผู้ฟ้องคดี เกิดวันที่ 22 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2511 อายุ 45 ปี อาชีพ รับราชการ อยู่ที่ 210 หมู่ที่ 8 ตำบลเพชรละคร อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ รหัสไปรษณีย์ 67140 โทรศัพท์ 0824084630 ขอยื่นคำร้องโต้แย้งการใช้ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) บังคับแก่คดี คดีหมายเลขดำที่ อ 205/๒๕55 ศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากขัดแย้ง มาตรา 43 มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จึงต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ตามที่จะกล่าวต่อไปนี้

บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บัญญัติว่า

…..มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

.....มาตรา 43 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน               มาตรา 44 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงานรวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ.....”(ตามเอกสารหมายเลข 1)

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน(เงินบำเหน็จบำนาญ)ให้แก่ข้าราชการ ตาม มาตรา 4 โดยมีหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 9 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 (ตามเอกสารหมายเลข 2) เห็นได้ว่า มาตรา 17 เป็นบทบัญญัติที่รับรองว่าข้าราชการที่มีเวลาราชการครบ 10 ปี บริบูรณ์แล้วลาออกจากราชการจะต้องมีสิทธิได้รับหลักประกันในการดำรงชีพ(เงินบำเหน็จ)เมื่อพ้นภาวะการทำงานทุกคน

พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน(เงินบำเหน็จบำนาญและเงินอื่น)ให้แก่ข้าราชการตาม มาตรา 3 โดยมีหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 47 มาตรา 48 มาตรา 49 มาตรา 13 มาตรา 50 มาตรา 51 มาตรา 52 มาตรา 53 (ตามเอกสารหมายเลข 3)เห็นได้ว่า มาตรา 47 เป็นบทบัญญัติที่รับรองว่าข้าราชการที่เป็นสมาชิกที่ม

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-10-28 11:08:32


ความเห็นที่ 654 (3421783)
avatar
ปลัดวิษณุ

 ด่อไปนี้จะเป็นการเฉลยว่าทำไม่ต้องงดเบี้ยหวัดเมื่อเข้ารับราชการ ทำไมต้องมี ข้อบังคักระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3)  ซึ่งผมมั่นใจว่า กรมบัญชีกลาง กระทรวงกลาโหม และท่านที่เห็นต่าง คาดไม่ถึง ผมจะเฉลยแบบปิดทุกรูรั้วที่คิดว่าจะมีก็แล้วกันนะครับ ท่านใดคิดว่ามั่วลองเข้ามาแนะนำกันครับ

                   1.ถาม ทำไม กระทรวงกลาโหมจึงออก ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495

                     ตอบ เพื่อให้เงินตอบแทน(เลี้ยงไว้)อดีตข้าราชการทหารที่ กห.คิดไว้แล้วว่ายังมีพละกำลัง (ก่อนพ้นกองหนุนชั้นที่ 2 ประทวนกำหนดแบบเหมารวมประมาณอายุไม่เกิน 40)หรือสมอง(สัญญาบัตร กำหนดตามยศ อาทิ พ.อ.-นายพล 55 ปี ยังใช้สมองได้สบาย) ที่จะช่วยเหลือราชการทหารในยามจำเป็น

 

                   2.ถาม ทำไม จึงออกข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8

                      ตอบ เพื่อให้รู้ว่าจะปลด(กห.ใช้คำว่า ย้ายประเภท บอกได้เลยว่าใช้คำผิด ภาษาทหาร  

เมื่อครบเวลาใช้คำว่าปลด ยังไม่ครบ ใช้คำว่าย้ายได้ อาทิ ย้ายประเภทกองหนุนมีเบี้ยหวัด(ประทวน กองหนุนชั้นที่ 2) เป็นประเภทกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด(ประทวน กองหนุนชั้นที่ 2)  จากกองหนุนเบี้ยหวัดเมื่อใด ด้วยเหตุอะไรบ้าง เพื่อให้เห็นชัดไปดู ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 11/16536ลง14พฤศจิกายน 2482 มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7) ซึ่งขยายความ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(1) คำว่า ย้าย หรือ ปลด จะไม่สามารถอธิบายได้ถ้าไม่มีข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารฯ

              3.ถาม   ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) กำหนดขึ้นมาทำไม เพื่อกลั่นแกล้งอดีตข้าราชการทหารหรือไม่ เพื่อป้องกันสมองไหลหรือไม่  เพื่อไม่ให้เอาเปรียบคนอื่นที่ถูกเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร เนื่องจาก ปลัดอำเภอ  ได้รับการผ่อนผันหรือไม่

              ตอบ     กห.ไม่ได้กลั่นแกล้ง ฯลฯ ไม่กลัวเอาเปรียบคนอื่นเพราะ กฎกระทรวง ฉบับที่ 39 พ.ศ.2516  ผ่อนผันให้ทหารกองเกินและกองหนุน 25 กลุ่ม อาที กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  พระ  สมาชิกสภานิติบัญญัติ นายกเทศมนมนตรี  ปลัดอำเภอ ฯลฯ  ที่กล่าวมายกเว้นปลัดอำเภอ รับเบี้ยหวัดได้ทุกคนทั้ง ๆ ที่ได้รับการผ่อนผันเช่นเดียวกัน แสดงว่า ข้าราชการ ถูกงดเบี้ยหวัดไม่เกี่ยวกับ การไม่ได้ทำงานแล้วรับค่าแรง แน่นอน

              4. ถาม   ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) กำหนดขึ้นมาทำไม ไม่มีที่มาเลยหรือ

              ตอบ  มีที่มาเนื่องจากการที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร  จึงทึกทักว่าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเป็นข้าราชการทหาร  ถ้าวันดีคืนดีทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดไปรับราชการที่อื่น มันจะเป็นเรื่องประหลาด ที่ คน ๆ นั้น ทำงานราชการ 2 แห่งในเวลาเดียวกัน ดังนั้น กำหนด ข้อ 8(3) ซะจะได้ทำงานแห่งที่ 2 เพียงแห่งเดียว ไม่ผิดธรรมชาติ

              5.ถาม  เมื่องดเบี้ยหวัดแล้วทำไมไม่ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด

              ตอบ    ออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด ไม่ได้ เพราะถ้าให้ออกก็จะต้องจ่ายบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนให้

              6.ถาม  จ่ายบำเหน็จบำนาญก็ยุติธรรมแล้วนี่ เขารับราชการรวมทวีคูณ ตั้ง 24 ปี    

              ตอบ  กระทรวงกลาโหม กับ กรมบัญชีกลาง ก็เห็นใจ แต่จะทำยังไงได้ เพราะก่อนที่จะงดเบี้ยหวัดความเป็นข้าราชการทหารมันทับซ้อนลงไปบนความเป็นข้าราชการพลเรือน เท่ากับว่าเขาไม่เคยออกจากราชการแม้แต่เสี้ยววินาที อยากจ่ายบำเหน็จบำนาญให้แต่ก็จนปัญญาเพราะบำเหน็จบำนาญจะจ่ายให้แก่ผู้ที่ออกจากราชการเท่านั้น

              7.ถาม  ถ้าอย่างงั้น จ่ายตามมาตรา 17 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 หรือมาตรา 47 พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2539 ได้หรือไม่

              ตอบ  ไม่ได้เพราะเขาเข้าไปในช่องของ มาตรา 11 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 หรือมาตรา 51 พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2539 แล้วถอยหลังไม่ได้

              8.ถาม  เมื่อเข้าไปในช่องของ มาตรา 11 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 หรือมาตรา 51 พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2539 แล้วไม่ทะลุออกหรือ เข้าแล้วไม่ออกได้หรือไม่

              ตอบ  เข้าแล้วต้องออกแต่ กห.และ กรมบัญชีกลาง ต้องเชื่อก่อนว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ไม่ใช่ข้าราชการ

              9.ถาม  กห.และ กรมบัญชีกลาง ถือปฏิบัติมาตั้งนานว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด เป็นข้าราชการ จะกลับลำยังไง

              ตอบ  ก็แค่ยอมรับความจริงแค่นั้นเอง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 774/2537 ที่ กรมบัญชีกลางขอหารือนั่นไงลองกลับไปดู

              10.ถาม  ได้นับเวลาราชการต่อเนื่องน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้วใช่หรือไม่ เพราะคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีปลัดวิษณุ ศาลก็ว่าอย่างนั้น

              ตอบ  กลับไปพิจารณา  มาตรา 38 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 แบบแกะทีละอักษร จะเห็นได้ง่าย ๆ ว่าเรื่องเงินหรือเวลาราชการ เจ้าตัวเป็นผู้เลือกไม่ใช่การถูกบังคับว่าให้นับเวลาราชการ  

              11.ถาม เราในฐานะเป็น กรมบัญชีกลาง ก็มันทำอย่างอื่นไม่ได้นับเวลาราชการนั่นแหละดีที่สุดเชื่อเราเราเป็นเจ้าของกฎหมายบำเหน็จบำนาญ

              ตอบ  ตั้งแต่ใหนแต่ไรมากรมบัญชีกลางทำเรื่องนี้เหมือนวัวพันหลัก จะตอบอดีตทหารกองหนุนที่กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการการเมืองอย่างไร เพราะ มาตรา 30 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 ไม่เคยบัญญัติคำว่า “เบี้ยหวัด” ไว้เลย แต่เดิมบอกว่า ผู้เคยหรือรับบำนาญปกติ นับเวลาราชการเดิมต่อกับเวลาราชการการเมืองได้  ก็ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเมื่อกลับเข้ารับราชการการเมืองก็ถูกงดเบี้ยหวัด (ยังไม่เป็นบำนาญและเป็นบำนาญไม่ได้ด้วย) เลยรวมเวลาราชการไม่ได้

              12.ถาม มันเกิดอะไรขึ้นทำมันคนที่กลับเข้ารับราชการการเมือง ไม่ได้อะไรเลย รับราชการตั้ง 30-40 ปี เบี้ยหวัด 30,000-40,000 บาท จะได้รับบำนาญอยู่วัน 2 วัน ไปเข้ารับราชการโดยไม่ทราบว่าจะเกิดอะไร เป็นเพราะอะไร

              ตอบ  เป็นเพราะคนร่างกฎหมาย ตลอดจนกระบวนกลั่นกรองตรวจสอบ ไม่มีความเข้าใจเรื่องกองหนุนเบี้ยหวัด ว่าจริง ๆ แล้ว คือชาวบ้านธรรมดา ไม่ใช่ข้าราชการ สรุปแล้วถ้าไม่แก้แนวปฏิบัติ อดีตทหารที่เป็นข้าราชการการเมืองจะไม่ได้สิทธิอะไรจากการรับราชการมาเลย ไม่ว่าเงินบำเหน็จบำนาญหรือ เวลาราชการ

              13. ถาม  กรมบัญชีกลางแก้ไข มาตรา 30 เมื่อ พ.ศ.2543 ไม่ให้ผู้ที่เป็นข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการการเมืองเมื่อกลับเข้ารับราชการการเมือง นับเวลาต่อเนื่อง ให้รับบำนาญเดิม โดยหมายเหตุ เจตนารมณ์ที่แก้ไขว่า ข้าราชการการเมืองฐานเงินเดือนสูงเอาเวลาเดิม มาก ๆ มารวมเป็นการเอาเปรียบหลวงและคนอื่นที่ไม่เคยรับราชการมาก่อน กรมบัญชีกลางเลือกปฏิบัติหรือไป

              ตอบ  ก็ใช่นะซิ กรณีของปลัดวิษณุเงินเดือนเดิมเขามาก ดันจะบังคับให้เขานับเวลาราชการต่อเนื่อง กับเงินเดือนใหม่ที่ฐานต่ำกว่ากัน ครึ่งหนึ่ง ถ้าเขารับราชการ7 วัน แล้วลาออกเงินบำนาญหายไปเกินครึ่งเขามองไม่เห็นหรือไง

 ด่อไปนี้จะเป็นการเฉลยว่าทำไม่ต้องงดเบี้ยหวัดเมื่อเข้ารับราชการ ทำไมต้องมี ข้อบังคักระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3)  ซึ่งผมมั่นใจว่า กรมบัญชีกลาง กระทรวงกลาโหม และท่านที่เห็นต่าง คาดไม่ถึง ผมจะเฉลยแบบปิดทุกรูรั้วที่คิดว่าจะมีก็แล้วกันนะครับ ท่านใดคิดว่ามั่วลองเข้ามาแนะนำกันครับ

                   1.ถาม ทำไม กระทรวงกลาโหมจึงออก ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495

                     ตอบ เพื่อให้เงินตอบแทน(เลี้ยงไว้)อดีตข้าราชการทหารที่ กห.คิดไว้แล้วว่ายังมีพละกำลัง (ก่อนพ้นกองหนุนชั้นที่ 2 ประทวนกำหนดแบบเหมารวมประมาณอายุไม่เกิน 40)หรือสมอง(สัญญาบัตร กำหนดตามยศ อาทิ พ.อ.-นายพล 55 ปี ยังใช้สมองได้สบาย) ที่จะช่วยเหลือราชการทหารในยามจำเป็น

 

                   2.ถาม ทำไม จึงออกข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8

                      ตอบ เพื่อให้รู้ว่าจะปลด(กห.ใช้คำว่า ย้ายประเภท บอกได้เลยว่าใช้คำผิด ภาษาทหาร  

เมื่อครบเวลาใช้คำว่าปลด ยังไม่ครบ ใช้คำว่าย้ายได้ อาทิ ย้ายประเภทกองหนุนมีเบี้ยหวัด(ประทวน กองหนุนชั้นที่ 2) เป็นประเภทกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด(ประทวน กองหนุนชั้นที่ 2)  จากกองหนุนเบี้ยหวัดเมื่อใด ด้วยเหตุอะไรบ้าง เพื่อให้เห็นชัดไปดู ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 11/16536ลง14พฤศจิกายน 2482 มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7) ซึ่งขยายความ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(1) คำว่า ย้าย หรือ ปลด จะไม่สามารถอธิบายได้ถ้าไม่มีข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารฯ

              3.ถาม   ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) กำหนดขึ้นมาทำไม เพื่อกลั่นแกล้งอดีตข้าราชการทหารหรือไม่ เพื่อป้องกันสมองไหลหรือไม่  เพื่อไม่ให้เอาเปรียบคนอื่นที่ถูกเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร เนื่องจาก ปลัดอำเภอ  ได้รับการผ่อนผันหรือไม่

              ตอบ     กห.ไม่ได้กลั่นแกล้ง ฯลฯ ไม่กลัวเอาเปรียบคนอื่นเพราะ กฎกระทรวง ฉบับที่ 39 พ.ศ.2516  ผ่อนผันให้ทหารกองเกินและกองหนุน 25 กลุ่ม อาที กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  พระ  สมาชิกสภานิติบัญญัติ นายกเทศมนมนตรี  ปลัดอำเภอ ฯลฯ  ที่กล่าวมายกเว้นปลัดอำเภอ รับเบี้ยหวัดได้ทุกคนทั้ง ๆ ที่ได้รับการผ่อนผันเช่นเดียวกัน แสดงว่า ข้าราชการ ถูกงดเบี้ยหวัดไม่เกี่ยวกับ การไม่ได้ทำงานแล้วรับค่าแรง แน่นอน

              4. ถาม   ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) กำหนดขึ้นมาทำไม ไม่มีที่มาเลยหรือ

              ตอบ  มีที่มาเนื่องจากการที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร  จึงทึกทักว่าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเป็นข้าราชการทหาร  ถ้าวันดีคืนดีทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดไปรับราชการที่อื่น มันจะเป็นเรื่องประหลาด ที่ คน ๆ นั้น ทำงานราชการ 2 แห่งในเวลาเดียวกัน ดังนั้น กำหนด ข้อ 8(3) ซะจะได้ทำงานแห่งที่ 2 เพียงแห่งเดียว ไม่ผิดธรรมชาติ

              5.ถาม  เมื่องดเบี้ยหวัดแล้วทำไมไม่ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด

              ตอบ    ออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด ไม่ได้ เพราะถ้าให้ออกก็จะต้องจ่ายบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนให้

              6.ถาม  จ่ายบำเหน็จบำนาญก็ยุติธรรมแล้วนี่ เขารับราชการรวมทวีคูณ ตั้ง 24 ปี    

              ตอบ  กระทรวงกลาโหม กับ กรมบัญชีกลาง ก็เห็นใจ แต่จะทำยังไงได้ เพราะก่อนที่จะงดเบี้ยหวัดความเป็นข้าราชการทหารมันทับซ้อนลงไปบนความเป็นข้าราชการพลเรือน เท่ากับว่าเขาไม่เคยออกจากราชการแม้แต่เสี้ยววินาที อยากจ่ายบำเหน็จบำนาญให้แต่ก็จนปัญญาเพราะบำเหน็จบำนาญจะจ่ายให้แก่ผู้ที่ออกจากราชการเท่านั้น

              7.ถาม  ถ้าอย่างงั้น จ่ายตามมาตรา 17 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 หรือมาตรา 47 พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2539 ได้หรือไม่

              ตอบ  ไม่ได้เพราะเขาเข้าไปในช่องของ มาตรา 11 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 หรือมาตรา 51 พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2539 แล้วถอยหลังไม่ได้

              8.ถาม  เมื่อเข้าไปในช่องของ มาตรา 11 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 หรือมาตรา 51 พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2539 แล้วไม่ทะลุออกหรือ เข้าแล้วไม่ออกได้หรือไม่

              ตอบ  เข้าแล้วต้องออกแต่ กห.และ กรมบัญชีกลาง ต้องเชื่อก่อนว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ไม่ใช่ข้าราชการ

              9.ถาม  กห.และ กรมบัญชีกลาง ถือปฏิบัติมาตั้งนานว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด เป็นข้าราชการ จะกลับลำยังไง

              ตอบ  ก็แค่ยอมรับความจริงแค่นั้นเอง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 774/2537 ที่ กรมบัญชีกลางขอหารือนั่นไงลองกลับไปดู

              10.ถาม  ได้นับเวลาราชการต่อเนื่องน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้วใช่หรือไม่ เพราะคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีปลัดวิษณุ ศาลก็ว่าอย่างนั้น

              ตอบ  กลับไปพิจารณา  มาตรา 38 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 แบบแกะทีละอักษร จะเห็นได้ง่าย ๆ ว่าเรื่องเงินหรือเวลาราชการ เจ้าตัวเป็นผู้เลือกไม่ใช่การถูกบังคับว่าให้นับเวลาราชการ  

              11.ถาม เราในฐานะเป็น กรมบัญชีกลาง ก็มันทำอย่างอื่นไม่ได้นับเวลาราชการนั่นแหละดีที่สุดเชื่อเราเราเป็นเจ้าของกฎหมายบำเหน็จบำนาญ

              ตอบ  ตั้งแต่ใหนแต่ไรมากรมบัญชีกลางทำเรื่องนี้เหมือนวัวพันหลัก จะตอบอดีตทหารกองหนุนที่กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการการเมืองอย่างไร เพราะ มาตรา 30 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 ไม่เคยบัญญัติคำว่า “เบี้ยหวัด” ไว้เลย แต่เดิมบอกว่า ผู้เคยหรือรับบำนาญปกติ นับเวลาราชการเดิมต่อกับเวลาราชการการเมืองได้  ก็ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเมื่อกลับเข้ารับราชการการเมืองก็ถูกงดเบี้ยหวัด (ยังไม่เป็นบำนาญและเป็นบำนาญไม่ได้ด้วย) เลยรวมเวลาราชการไม่ได้

              12.ถาม มันเกิดอะไรขึ้นทำมันคนที่กลับเข้ารับราชการการเมือง ไม่ได้อะไรเลย รับราชการตั้ง 30-40 ปี เบี้ยหวัด 30,000-40,000 บาท จะได้รับบำนาญอยู่วัน 2 วัน ไปเข้ารับราชการโดยไม่ทราบว่าจะเกิดอะไร เป็นเพราะอะไร

              ตอบ  เป็นเพราะคนร่างกฎหมาย ตลอดจนกระบวนกลั่นกรองตรวจสอบ ไม่มีความเข้าใจเรื่องกองหนุนเบี้ยหวัด ว่าจริง ๆ แล้ว คือชาวบ้านธรรมดา ไม่ใช่ข้าราชการ สรุปแล้วถ้าไม่แก้แนวปฏิบัติ อดีตทหารที่เป็นข้าราชการการเมืองจะไม่ได้สิทธิอะไรจากการรับราชการมาเลย ไม่ว่าเงินบำเหน็จบำนาญหรือ เวลาราชการ

              13. ถาม  กรมบัญชีกลางแก้ไข มาตรา 30 เมื่อ พ.ศ.2543 ไม่ให้ผู้ที่เป็นข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการการเมืองเมื่อกลับเข้ารับราชการการเมือง นับเวลาต่อเนื่อง ให้รับบำนาญเดิม โดยหมายเหตุ เจตนารมณ์ที่แก้ไขว่า ข้าราชการการเมืองฐานเงินเดือนสูงเอาเวลาเดิม มาก ๆ มารวมเป็นการเอาเปรียบหลวงและคนอื่นที่ไม่เคยรับราชการมาก่อน กรมบัญชีกลางเลือกปฏิบัติหรือไป

              ตอบ  ก็ใช่นะซิ กรณีของปลัดวิษณุเงินเดือนเดิมเขามาก ดันจะบังคับให้เขานับเวลาราชการต่อเนื่อง กับเงินเดือนใหม่ที่ฐานต่ำกว่ากัน ครึ่งหนึ่ง ถ้าเขารับราชการ7 วัน แล้วลาออกเงินบำนาญหายไปเกินครึ่งเขามองไม่เห็นหรือไง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-10-04 15:40:17


ความเห็นที่ 653 (3421770)
avatar
ปลัดวิษณุ

 บทบัญญัติ มาตรา 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เป็นอันใช้บังคับมิได้ เพราะเหตุผล เมื่อข้าพเจ้าลาออกจากราชการทหารเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 มีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ 24 ปี 1 เดือน ข้าพเจ้ายังไม่พ้นกองหนุนชั้นที่ 2 จึงมีสิทธิรับเบี้ยหวัด เมื่อไปประกอบอาชีพรับราชการ ตำแหน่ง ปลัดอำเภอ ซึ่งเป็นตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ข้าพเจ้าถูกงดเบี้ยหวัดทำให้ถูกตัดสิทธิบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนที่จะเกิดตามมา เพราะรับเบี้ยหวัดไม่ครบกำหนดกล่าวคือ ยังไม่พ้นกองหนุนชั้นที่ 2 มีความหมายหรืออธิบายความได้ว่า  หากมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด(เป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด) สามารถประกอบอาชีพใด ๆ ก็ได้ เช่น ประกอบธุรกิจส่วนตัว  เป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นนักบวช เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น  จะเป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดและมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดไปเรื่อย ๆ เมื่อครบกำหนด จะเป็นทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัดและมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน แต่ห้ามไปประกอบอาชีพรับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพราะจะทำให้ถูกงดเบี้ยหวัดและไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตลอดไปรับรองโดยคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550 ลงวันที่ 17 ธันวาคม  2550 ตามเอกสารหมายเลข 5

เพื่อแสดงให้เห็นว่าเหตุใดกระทรวงกลาโหมจึงออกข้อบังคับข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) ในวาระเริ่มแรก ซึ่งเมื่อพิจารณาดูในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมกระทรวงกลาโหมจึงกีดกัน(โดยการงดเบี้ยหวัดแล้วหมดสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตลอดไป)ไม่ให้ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดไปประกอบอาชีพรับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ข้าพเจ้าขอลำดับเรื่องและเหตุการณ์ดังนี้

ก่อนที่จะตรา พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ทหารและข้าราชการพลเรือนมีกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญแยกจากกัน ในห้วงเวลาดังกล่าวทหารชั้นประทวนเมื่อออกจากราชการ ไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการพลเรือนที่ต่ำกว่าสัญญาบัตร เมื่ออกจากราชการก็ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ทหารยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร การจะถือว่าผู้ใดเป็นข้าราชการถือตามระเบียบแบบแผนที่มีอยู่ในจำนวนนั้นได้แก่ ข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตรที่11/16536ลง 14 พฤศจิกายน 2482 และถือว่า ผู้รับเบี้ยหวัด หรือ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็นข้าราชการทหาร เป็นผู้ที่ยังไม่ออกจากราชการ เพราะยังไม่ได้จ่ายบำเหน็จบำนาญให้(บำเหน็จบำนาญจ่ายให้แก่ผู้ที่ออกจากราชการแล้ว)

เมื่อกระทรวงกลาโหมและกรมบัญชีกลาง ถือปฏิบัติว่าผู้รับเบี้ยหวัด หรือ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีฐานะเป็นข้าราชการทหาร หรือ เป็นผู้ที่ยังไม่ออกจากราชการ และต่อมาในการตรา พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 โดยนำกฎหมายบำเหน็จบำนาญทหารและพลเรือนรวมเข้าด้วยกัน ตามเอกสารหมายเลข 6 ได้ตราบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับทหารเป็นการเฉพาะ ได้แก่ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด” ตามมาตรา 11 และ “ทหารกองหนุนได้รับเบี้ยหวัด” ตามมาตรา 26 และกระทรวงกลาโหม ได้ออกข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 เพื่อให้เงินตอบแทนทหารกองหนุนที่ยังคงเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือราชการทหารเมื่อคราวจำเป็น ในหมวดการงดเบี้ยหวัด ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่กำหนดไว้เช่นนี้เพราะความเข้าใจว่า เมื่อเป็นทหารกองหนุนเบี้ยหวัด (มีสภาพเป็นข้าราชการทหาร) หากเข้ารับราชการแห่งใหม่แล้วไม่ถูกงดเบี้ยหวัด ก็จะเป็นการรับราชการหรือมีสภาพข้าราชการ 2 หน่วยงาน กล่าวคือ รับราชการที่กระทรวงกลาโหม และรับราชการที่แห่งใหม่ในเวลาเดียวกัน ซึ่ง ผิดวิสัย เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเมื่อกลับเข้ารับราชการจึงต้องงดเบี้ยหวัดเพื่อให้พ้นสภาพทหารกองหนุนเบี้ยหวัด(ข้าราชการทหาร) ต่อมามีข้อโต้แย้งและมีความเห็นทางกฎหมาย จากการปฏิบัติราชการ ระหว่างหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กระทรวงกลาโหมและกรมบัญชีกลาง ข้อโต้แย้งและความเห็นทางกฎหมายที่สำคัญและเป็นการพิสูจน์ว่ากระทรวงกลาโหมและกรมบัญชีกลาง มีแนวทางปฏิบัติในเรื่องทหารกองหนุนเบี้ยหวัด ที่มีพื้นฐานแนวคิดที่ถือว่า ทหารกองหนุนเบี้ยหวัดมีสภาพเป็นข้าราชการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยยังไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งที่ได้มีการตรา พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 ซึ่งมิได้บัญญัติให้ ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด เป็น ข้าราชการทหารแต่ประการใด และตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 774/2537 ซึ่งเป็นความเห็นล่าสุด มีความเห็นว่าผู้รับเบี้ยหวัดไม่มีฐานะเป็นข้าราชการ

1. หนังสือที่ กค 04/16300 ลง 10 ต.ค.09 ถึง ปลัดกระทรวงกระกลาโหม แจ้งแนวทางปฏิบัติในการงดเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน โดยอ้าง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 89/2483 ราย จ.ต.เสนาะ  เนียมโพธิ์ทอง ตามเอกสารหมายเลข 6

แปลความได้ว่า กรมสื่อสารทหารเรือ สั่งให้ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ซึ่งกลับเข้ารับราชการฯ งดรับเบี้ยหวัด บางรายที่ไม่ต้องการนับเวลาราชการติดต่อกัน ก็สั่งให้ย้ายประเภทเป็นนายทหารกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จ

กรมบัญชีกลาง จึงแย้งและแจ้งแนวทางปฏิบัติว่า การออกคำสั่งให้ย้ายประเภทสำหรับรายที่ไม่ต้องการนับเวลาราชการติดต่อกันไม่ถูกต้อง เพราะนายทหารประทวนกองหนุนมีเบี้ยหวัด ยังมีสภาพเป็นข้าราชการทหาร เมื่อกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว สภาพข้าราชการทหารเชื่อมต่อกับสภาพข้าราชการทางพลเรือน(โดยไม่มีรอยต่อ หรือ ไม่เคยออกจากราชการแม้แต่เสี้ยววินาที) แล้วงดเบี้ยหวัด เมื่อยังไม่เคยออกจากราชการแม้แต่เสี้ยววินาที จึงจ่ายบำเหน็จ(รวมทั้งบำนาญ)ให้ไม่ได้ เหตุผลเพราะ บำเหน็จบำนาญจะจ่ายให้แก่ผู้ที่ออกจากราชการแล้ว(ออกจากราชการเพียงเสี้ยววินาทีก็มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ)เท่านั้น

                   2.ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 113/2492 เล่ม 421 “.....ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บุคคลในกรณีต่างๆ เหล่านั้นได้เข้ารับราชการทางพลเรือนในขณะที่ยังเป็นนายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดอยู่ และกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญทหารซึ่งใช้อยู่ในเวลาที่บุคคลเหล่านั้นเข้ารับราชการทางพลเรือนได้บัญญัติไว้ว่าเวลาซึ่งได้รับเบี้ยหวัดให้นับเสมอหนึ่งในสี่ของเวลาอยู่รับราชการ ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าบุคคลเหล่านั้นได้เข้ารับราชการทางพลเรือนในขณะที่ตนยังอยู่ในราชการทหาร เมื่อเช่นนี้เวลาราชการทางทหารกับทางพลเรือนก็ย่อมจะต้องนับติดต่อกันไปในตัวเช่นเดียวกับในกรณี ร.ต.เกียรติ ศัลยพงษ์ แต่โดยที่กระทรวงการคลังได้คำนวณบำเหน็จบำนาญสำหรับเวลาราชการทางทหาร....”ตามเอกสารหมายเลข 7

แปลความได้ว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีสภาพเป็นข้าราชการทหาร เมื่อไปเข้ารับราชการทางพลเรือน เวลาราชการจึงเชื่อมต่อกันไม่มีห้วงเวลาออกจากราชการ

3.ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 44/2496 ตามเอกสารหมายเลข 7 “...ร.ท.ก. ยังไม่ออกจากราชการ ส่วน ร.ท.ข. ออกจากราชการแล้ว...”

แปลความได้ว่า ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด มีสภาพเป็นข้าราชการทหาร ยังไม่ออกจากราชการ แม้จะประกอบอาชีพทำไร่อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ก็ยังมีสภาพเป็นข้าราชการทหารอยู่

3.ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ 4/2513 ตามเอกสารหมายเลข 8 “....กระทรวงกลาโหม มีแนวทางปฏิบัติในการงดเบี้ยหวัดและย้ายประเภทเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ ในกรณีที่ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดจะย้ายไปรับราชการทางพลเรือน โดยสั่งปลดเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัด ก่อนที่จะเข้ารับราชการใหม่ 2 วัน เพื่อไม่ให้เวลาราชการทางทหารติดต่อกับทางพลเรือนจะได้มีฐานะเป็นผู้ที่ออกจากราชการแล้ว เพื่อให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เป็นการสงเคราะห์ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดที่จะไปรับราชการทางพลเรือน...”

แปลความได้ว่า หากพ้นสภาพผู้รับเบี้ยหวัดก่อนเข้ารับราชการแห่งใหม่ เวลาราชการจะไม่ติดต่อกัน มีสภาพการออกจากราชการแล้วจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าสั่งให้พ้นสภาพกองหนุนเบี้ยหวัดตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องสั่งตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(1)(2)(3)(4)(5)(6) เท่านั้น

1.                 ตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 774/2537 ตามเอกสารหมายเลข 9 กรมบัญชีกลางขอหารือ “....ผู้รับเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะต้องเป็นผู้ซึ่งออกจากราชการแล้วและเป็นผู้ซึ่งไม่มีตำแหน่งราชการประจำในกระทรวงกลาโหม จึงไม่มีฐานะเป็น ข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521...”

แปลความได้ว่า ผู้รับเบี้ยหวัด เป็นผู้ซึ่งออกจากราชการแล้ว ไม่เป็นข้าราชการ

                                                (ลงชื่อ) พันจ่าเอก                           ผู้ยื่นคำร้อง

                                                                        (วิษณุ  ชำกรม)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-10-04 11:55:45


ความเห็นที่ 652 (3421769)
avatar
ปลัดวิษณุ

                                                                                 (ค.2)

คำร้องโต้แย้งข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3)

ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

                ๑๐๕๙

 

                                                   

 

 

                                                                               คดีหมายเลขดำที่ อ 205/๒๕55

                   คดีหมายเลขแดงที่ ........./๒๕.......

 

     ศาลปกครองสูงสุด

 

                                      วันที่ 8  เดือน ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕56

 

พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม..................................................................ผู้ฟ้องคดี

 
 

 ระหว่าง

 

 

 

          เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ...............................................................ผู้ถูกฟ้องคดี

                   ข้าพเจ้า พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม ในฐานะที่เป็น  ผู้ฟ้องคดี เกิดวันที่ 22 เดือน สิงหาคมพ.ศ. 2511 อายุ 45 ปี อาชีพ รับราชการ อยู่ที่ 210 หมู่ที่ 8 ตำบลเพชรละคร อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ รหัสไปรษณีย์ 67140 โทรศัพท์ 0824084630 ขอยื่นคำร้องโต้แย้งข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เป็นอันใช้บังคับมิได้ ตามที่จะกล่าวต่อไปนี้

บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บัญญัติว่า

“......มาตรา 43 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพและการแฃ่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

       การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

      มาตรา 44 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงานรวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ.....”ตามเอกสารหมายเลข 1

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ให้แก่ข้าราชการตาม มาตรา 4 โดยมีหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 9 มาตรา 11  

มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 ตามเอกสารหมายเลข 2

เห็นได้ว่า มาตรา 17 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักประกันขั้นต่ำสุดในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ให้แก่ข้าราชการ โดยกำหนดว่าหากข้าราชการลาออกจากราชการโดยมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบสิบปีบริบูรณ์จะได้รับเงินบำเหน็จทุกคน ตามมาตรา 32การคำนวณบำเหน็จให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการ

พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ให้แก่ข้าราชการตาม มาตรา 3 โดยมีหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 47 มาตรา 48 มาตรา 49 มาตรา 13 มาตรา 50 มาตรา 51 มาตรา 52 มาตรา 53 ตามเอกสารหมายเลข 3 เห็นได้ว่าหากข้าราชการผู้ใดมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบสิบปีบริบูรณ์แล้วออกจากราชการเพราะลาออก

เห็นได้ว่า มาตรา 47 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักประกันขั้นต่ำสุดในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ให้แก่ข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิก โดยกำหนดว่าหากสมาชิกภาพมีเวลาราชการตั้งแต่สิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปแต่ไม่ถึงยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จทุกคน ตาม มาตรา 62 การคำนวณบำเหน็จให้คำนวณจากอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาราชการ

ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ออกโดยอาศัยอำนาจตาม บทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม มาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และบทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงานเป็นการเฉพาะ ก่อนเข้าสู่หลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เมื่อออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ให้แก่ ทหาร ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และข้าราชการทหาร ตาม มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 โดยมีหลักเกณฑ์ ตาม ข้อ 4 แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ตามเอกสารหมายเลข 4

ข้าพเจ้าเห็นว่า เมื่อข้าราชการทหารออกจากราชการโดยมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด ตาม ข้อ 4 แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะมีสภาพเป็น “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด” เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 4 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8   

(1) นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้ (ขยายความโดยข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 11/16536ลง14พฤศจิกายน 2482มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7))ตามเอกสารหมายเลข 5

 

(2) นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัดซึ่งปลดจากกองหนุนชั้นที่ 2 ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(4) กระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5(3)

(5) หลีกเลี่ยงหรือบิดพริ้วต่อราชการจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียกตัวในคราวมีราชการจำเป็นที่ต้องการใช้ตัวได้

(6) เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

การงดเบี้ยหวัดตาม (4) เฉพาะผู้ที่กระทำความผิดตามข้อ 5 (3) ข และ ให้งดตั้งแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด.....”

จะพ้นสภาพเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”เข้าสู่หลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน โดยมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ยกเว้น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม ข้อ 8 (4) มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เนื่องจากต้องด้วย มาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือต้องด้วย มาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539

แต่ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า เมื่อข้าราชการทหารออกจากราชการโดยมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด ตาม ข้อ 4 แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะมีสภาพเป็น “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด” เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ดังนี้

1.นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8   

 

(1)   นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้ (ขยายความโดยข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 11/16536ลง14พฤศจิกายน 2482มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7))

 

(2) .............................................................................................................................

(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(4) กระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5(3)

(5) หลีกเลี่ยงหรือบิดพริ้วต่อราชการจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียกตัวในคราวมีราชการจำเป็นที่ต้องการใช้ตัวได้

(6) เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

 

2.นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัด เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 41 แห่ง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497

 จะพ้นสภาพเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”เข้าสู่หลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน โดยมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539

เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัด เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 41 แห่ง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 จะเห็นว่าเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเดียวกันกับ ข้อ 8(2)(6) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับว่าเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตาม ข้อ 8(2)(6) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 เพราะเหตุผล หากยอมรับว่าเมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ข้อ 8(2)(6) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด”จะพ้นสภาพเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ก็จะต้องยอมรับว่า เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ข้อ 8(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด”จะพ้นสภาพเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ด้วย  เพราะเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขซึ่งในฐานะที่ไม่สามารถจะตีความให้แตกต่างกันได้ กล่าวคือ จะสามารถตีความได้เพียง 2 ด้าน ด้านใดด้านหนึ่ง เท่านั้น ได้แก่

1.     “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด”เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 4 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8(1)(2)(3)(4)(5)(6) ไม่พ้นสภาพการเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”

2.     “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด”เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 4 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8(1)(2)(3)(4)(5)(6) พ้นสภาพการเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”

ตามสำนวน คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550 มีประเด็นโต้แย้งที่เป็นประเด็นหลักสรุปได้ คือ เมื่อผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) ผู้ฟ้องคดีจะมีสถานะเป็นทหารซึ่งออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด ตาม มาตรา 51 แห่งแห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 หรือไม่

 คำพิพากษา ศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 1829/2554 ส่วนหนึ่งที่เป็นประเด็นหลักในคดี “...ดังนั้น ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่า เมื่อถูกงดรับเบี้ยหวัดแล้วผู้ฟ้องคดีได้เปลี่ยนสถานะจากกองหนุนมีเบี้ยหวัดเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดนั้นจึงฟังไม่ขึ้น.......ในเมื่อผู้ฟ้องคดียังไม่ออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน....”

ตามที่กล่าวมาแล้วหากถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดี และคำพิพากษา ศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1324/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 1829/2554 จะเห็นได้ว่า ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ8(3) ขัดแย้ง มาตรา 43 มาตรา 44 จึงต้องด้วย                                                                                (ค.2)

คำร้องโต้แย้งข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3)

ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

                ๑๐๕๙

 

                                                   

 

 

                                                                               คดีหมายเลขดำที่ อ 205/๒๕55

                   คดีหมายเลขแดงที่ ........./๒๕.......

 

     ศาลปกครองสูงสุด

 

                                      วันที่ 8  เดือน ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕56

 

พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม..................................................................ผู้ฟ้องคดี

 
 

 ระหว่าง

 

 

 

          เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ...............................................................ผู้ถูกฟ้องคดี

                   ข้าพเจ้า พันจ่าเอก วิษณุ  ชำกรม ในฐานะที่เป็น  ผู้ฟ้องคดี เกิดวันที่ 22 เดือน สิงหาคมพ.ศ. 2511 อายุ 45 ปี อาชีพ รับราชการ อยู่ที่ 210 หมู่ที่ 8 ตำบลเพชรละคร อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ รหัสไปรษณีย์ 67140 โทรศัพท์ 0824084630 ขอยื่นคำร้องโต้แย้งข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เป็นอันใช้บังคับมิได้ ตามที่จะกล่าวต่อไปนี้

บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บัญญัติว่า

“......มาตรา 43 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพและการแฃ่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

       การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

      มาตรา 44 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงานรวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ.....”ตามเอกสารหมายเลข 1

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ให้แก่ข้าราชการตาม มาตรา 4 โดยมีหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 9 มาตรา 11  

มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 ตามเอกสารหมายเลข 2

เห็นได้ว่า มาตรา 17 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักประกันขั้นต่ำสุดในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ให้แก่ข้าราชการ โดยกำหนดว่าหากข้าราชการลาออกจากราชการโดยมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบสิบปีบริบูรณ์จะได้รับเงินบำเหน็จทุกคน ตามมาตรา 32การคำนวณบำเหน็จให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการ

พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ให้แก่ข้าราชการตาม มาตรา 3 โดยมีหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 47 มาตรา 48 มาตรา 49 มาตรา 13 มาตรา 50 มาตรา 51 มาตรา 52 มาตรา 53 ตามเอกสารหมายเลข 3 เห็นได้ว่าหากข้าราชการผู้ใดมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบสิบปีบริบูรณ์แล้วออกจากราชการเพราะลาออก

เห็นได้ว่า มาตรา 47 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักประกันขั้นต่ำสุดในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ให้แก่ข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิก โดยกำหนดว่าหากสมาชิกภาพมีเวลาราชการตั้งแต่สิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปแต่ไม่ถึงยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จทุกคน ตาม มาตรา 62 การคำนวณบำเหน็จให้คำนวณจากอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาราชการ

ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ออกโดยอาศัยอำนาจตาม บทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม มาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และบทบัญญัติ “ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 กำหนดหลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงานเป็นการเฉพาะ ก่อนเข้าสู่หลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เมื่อออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด ให้แก่ ทหาร ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และข้าราชการทหาร ตาม มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 โดยมีหลักเกณฑ์ ตาม ข้อ 4 แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ตามเอกสารหมายเลข 4

ข้าพเจ้าเห็นว่า เมื่อข้าราชการทหารออกจากราชการโดยมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด ตาม ข้อ 4 แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะมีสภาพเป็น “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด” เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 4 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8   

(1) นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้ (ขยายความโดยข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 11/16536ลง14พฤศจิกายน 2482มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7))ตามเอกสารหมายเลข 5

 

(2) นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัดซึ่งปลดจากกองหนุนชั้นที่ 2 ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(4) กระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5(3)

(5) หลีกเลี่ยงหรือบิดพริ้วต่อราชการจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียกตัวในคราวมีราชการจำเป็นที่ต้องการใช้ตัวได้

(6) เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

การงดเบี้ยหวัดตาม (4) เฉพาะผู้ที่กระทำความผิดตามข้อ 5 (3) ข และ ให้งดตั้งแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด.....”

จะพ้นสภาพเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”เข้าสู่หลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน โดยมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ยกเว้น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”ตาม ข้อ 8 (4) มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เนื่องจากต้องด้วย มาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือต้องด้วย มาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539

แต่ผู้ถูกฟ้องคดี ถือปฏิบัติว่า เมื่อข้าราชการทหารออกจากราชการโดยมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด ตาม ข้อ 4 แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 จะมีสภาพเป็น “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด” เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ดังนี้

1.นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัด เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8   

 

(1)   นายทหารชั้นสัญญาบัตรกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งย้ายหรือปลดจากประเภทนี้ (ขยายความโดยข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ที่ 11/16536ลง14พฤศจิกายน 2482มาตรา 4 ข้อ 11 (1)(2)(3)(4)(5)(6)(7))

 

(2) .............................................................................................................................

(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(4) กระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5(3)

(5) หลีกเลี่ยงหรือบิดพริ้วต่อราชการจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียกตัวในคราวมีราชการจำเป็นที่ต้องการใช้ตัวได้

(6) เจ็บไข้หรือพิการซึ่งนายแพทย์ของทหาร 2 นาย มีความเห็นว่าไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่ต่อไปได้

 

2.นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัด เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 41 แห่ง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497

 จะพ้นสภาพเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”เข้าสู่หลักประกันในการดำรงชีพเมื่อพ้นภาวะการทำงาน โดยมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือ มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539

เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัด เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 41 แห่ง พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 จะเห็นว่าเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเดียวกันกับ ข้อ 8(2)(6) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับว่าเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตาม ข้อ 8(2)(6) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 เพราะเหตุผล หากยอมรับว่าเมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ข้อ 8(2)(6) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด”จะพ้นสภาพเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ก็จะต้องยอมรับว่า เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ข้อ 8(3) เข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด”จะพ้นสภาพเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ด้วย  เพราะเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขซึ่งในฐานะที่ไม่สามารถจะตีความให้แตกต่างกันได้ กล่าวคือ จะสามารถตีความได้เพียง 2 ด้าน ด้านใดด้านหนึ่ง เท่านั้น ได้แก่

1.     “ทหารกองหนุนเบี้ยหวัด”เมื่อเข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 หมวด 4 การงดเบี้ยหวัด ข้อ 8(1)(2)(3)(4)(5)(6) ไม่พ้นสภาพการเป็น“ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด”

ความเห็นที่ 651 (3421768)
avatar
ปลัดวิษณุ

 หลังจากศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องเพิกถอนกฏ ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8(3) ขัดแย้ง มาตรา 17 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และมาตรา 47 พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ผมเตรียมการที่จะดำเนินการต่อโดยเลือก 1 จาก 3 แนวทาง

1. รวบรวมพวกเราฟ้องใหม่โดยยกเหตุเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ตาม มาตรา 52 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542(ครั้งที่แล้วศาลท่านไดบอกมาในคำสั่งไม่รับคำฟ้องแล้วว่า "..เกินกำหนดและไม่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม.." แต่ผมเข้าใจว่าหากแสดงให้เห็นว่าและมีผู้ร่วมฟ้องซัก 50-100 คน จะถือว่าเป็นประโชน์แก่ส่วนรวม พอไปค้นคว้า คำว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมน่าจะมุ่งหมายให้ฝ่ายรัฐได้ใช้ฟ้องเอกชน เช่น การฟ้องให้ชำระเงินที่ค้างไว้หลาย ๆ ปี เพื่อเอามาทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนโดยรวม ประมาณนั้น ช่องทางนนี้ผมจึงไม่เลือก

2.ฟ้องโดยมีเหตุจำเป็นอื่น ตาม มาตรา 52 ฯ  เพราะเมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่าข้าราชการทหารไม่ว่าจะพึ่งบรรจุ ไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งศาลม่าจะรับคำฟ้อง  เอาเข้าจริงเมื่อพิจารณาแล้ว ไม่ว่าเวลาใด ๆ ข้าราชการทหารไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนกฏนี้ เพราะมาตรา 42  ผู้มีสิทธิฟ้องศาลปกครอง ได้แก่

    2.1 ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย........คำตอบ (ในเวลานั้นถึงแม้ท่านบรรจุยังไม่เกิน 3 เดือน) ท่านไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย (ความเดือดร้อนหรือเสียหายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ..ท่านลาออก..และกลับเข้ารับราชการใหม่เท่านั้น)

    2.2 ผู้อาจจะเดือดร้อนหรืออาจจะเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้  ...คำตอบ..หากจะใช้ช่องทางนี้ในขณะรับราชการ เห็นได้ว่า ท่านสามารถหลีกเลี่ยงความเดือดร้อนหรือเสียหายได้ เพราะท่านรู้อยู่แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากลาออกและกลับเข้ารับราชการ ท่านสามารถหลีกเลี่ยงได้...ท่านไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้อง

   2.3 เพื่อให้เข้าเงื่อไข ลาออก และกลับเข้ารับราชการ (ตั้งแต่บรรจุถึงกลับเข้ารับราชการ ก่อน 3 เดือน) ท่านมีสิทธิฟ้องและศาลรับฟ้องแน่

แต่ มีเวลาราชการไม่ถึง 1 ปี ไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญอยู่แล้ว จบข่าว

3. ใช้สิทธิโต้แย้ง ตาม มาตรา 211 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.2550...เหตุผล ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2494 ข้อ 8(3) ขัดแย้ง มาตรา 43  มาตรา 44 จึงต้องด้วย มาตรา 6 ศาลปกครองส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย น่าจะได้ผลลัพธ์คล้าย ๆ ฟ้องเพิกถอนกฏ ซึ่งเป็นได้ 2 ทา ง  คือ  เป็น บวก และ เป็น ลบ กับพวกเรา

    ผมเลือกใช้แนวทางที่ 3 และร่างคำโต้แย้งเสร็จแล้ว(แต่ยังไม่ได้ขัดเกลา) ขอเอามาให้พวกเราช่วยกันพิจารณาหากจะช่วยแก้ไข เพิ่มเติมผมยีนดีรับฟังครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-10-04 11:42:41


ความเห็นที่ 650 (3421766)
avatar
ปลัดวิษณุ

 ต่อสู้แทบทุกช่องทาง ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจ ขนาดที่ว่า ส่งรายชื่อข้าราชการการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันให้ กรมบัญชีกลางและหน่วยเบิกของเหล่าทพต่าง ๆ ดำเนินการงดและเรียกคืน เกิดผลตามมา 3 แนวทั้งจาก ผู้ดำเนินการและผู้ที่ถูกดำเนินการ

1.กรมบัญชีกลาง อยากได้เงินคืนแต่ไม่สนใจที่จะระงับการจ่ายเงินเพราะกลัวเกิดความผิดพลาด (ทั้ง ๆ ที่หากดูระเบียบฯ ก่อนปฏิบัติจะไม่เกิดความผิดพลาดได้เลย)

2.หน่วยเบิกของเหล่าทัพ สับสนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมรับราชการ 20-30 ปี ไม่ได้เงิน อิดออดไม่อยากเรียกคืน หารือกันเองไปเรื่อยเปื่อยแบบตาบอดคลำช้าง กรมการเงินกลาโหม งดและเรียกเงินคืน นายทหารระดับ พลโท ไปแล้ว  กรมกำลังพลทหารเรือจะดำเนินการในส่วนของตนเอง แล้วไม่แน่ใจ หารือไป แทนที่ กง.กห.จะตอบกลับว่า ให้ทำตามแนวทางที่ กง.กห. ทำไปแล้ว ผิดคลาดกลับส่งให้ กรมเสมียนตราพิจารณา จากการติดตาม คาดว่า กรมเสมียนตราตอบว่า  งดและเรียกคืนเบี้ยหวัดไปก่อน เมื่อออกจากข้าราชการการเมือง ก็กลับมารับเบี้ยหวัดหรือบำเหน็จบำนาญแล้วแต่ว่าถึงกำหนดระยะเวลาใด สรุป เวลา 2 ปี ที่ผมส่งรายชื่อไป 20 ท่าน ถูกงดและเรียกคืนแล้วเพียง 5 ท่าน ไม่แน่ใจว่าถ้าผมส่งรายชื่อเด็กๆ ซึ่งอยู่ในมือผมประมาณ 300 ท่าน เขาจะทำช้าแบบนี้หรือไม่ (ทุกท่านไม่ต้องกังวลหรอกผมจะไม่ทำจนกว่าท่านยินดีร่วมกันต่อสู้โดยไม่มีใครไปบีบับงคับ)

3.ผมต้องการแนวร่วมที่มีพาวเวอร์ เพื่อนำไปสู่การประชุมร่วม ผลปรากฏว่า ถูกปฏิเสธจากทุกท่านโดยสิ้นเชิงและดูเหมือนจะเคืองผมทุกท่านที่ทำเรื่องที่คิดว่าถ้าคุณไม่ทำผมไม่เดือดร้อน

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลัดวิษณุ (wisnu2208-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-10-04 11:03:55


ความเห็นที่ 649 (3415322)
avatar
โลกัล

ทหารเมื่อลาออก  จะมีสิทธิตาม ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยเบี้ยหวัด 2495  เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายกลาโหม  ว่า จะให้  จะงด จะให้พ้นจากกองหนุน  จะปรับให้ย้ายประเภท เป็นรับบำเหน็จบำนาญ  ระบุไว้ชัดเจน

พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ 2494      กับ พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น2500     คู่ขนานกันมาตลอด

นิยาม  ข้าราชการ  แต่ละฝ่าย  ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกัน  แยกกันเด็ดขาด

ถ้าเห็นคำว่า   ."ข้าราชการ"  ก็ ไม่รวมถึง  ขรก. พนง.ส่วนท้องถิ่น

คำว่า "ข้าราชการส่วนท้องถิ่น"  ก็ไม่ใช่ " ข้าราชการ"

คำว่า  "กฎหมายบำเหน็จบำนาญข้าราชการ"   หมายถึง พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ 2494     เพราะ มีคำว่า "ข้าราชการ"

ด้านการบริหารบุคคล  ก.พ.  ไม่นับ  ขรก. พนง.ท้องถิ่น อยู่ภายใต้ กฎ ก.พ.

ด้านการเงิน  กรมบัญชีกลาง   ซึ่งดูแลเรื่อง เงิน เดือน เงินสวัสดิการ บำเหน็จบำนาญ  ไม่ยุ่งเกี่ยว กับเงินเดือน สวัสดิการ ของ ขรก.พนง.ท้องถิ่น

ผมเคยถาม จนท.ฝ่ายกำลังพล (พล.ร.) ที่พิจารณาเรื่องเบี้ยหวัด ตอนลาออก   กับ จนท.ฝ่ายประวัติ(จทบ.) ที่ดูแลตอนรับเบี้ยหวัดบำนาญ   ตอนที่ปลัด อบต.รับครั้งแรก ช่วง  ปีอะไรล่ะ 41  ประมาณ นั้น  กำลังพล ลาออก ไปเป็น ปลัด อบต.จำนวนมาก  ถามพี่(ที่ พล.ร.)ว่า  ตอนนั้นพิจารณาโดยอาศัยข้อกฎหมายใด   แกตอบว่า  ใช้ ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยเบี้ยหวัด 2495  นี่แหล่ะ  แล้วก็ ระเบียบขั้นตอนการจ่ายเงินเบี้ยหวัด อีกตัวหนึ่ง จำชื่อ ปี ไม่ได้    

ก็มาตีความ ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยเบี้ยหวัด 2495  ข้อ 8(3)  นี่แหล่ะ      ที่ว่า  "กลับเข้ารับราชการตำแหน่งที่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญตาม กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ"   แกบอกว่า  คำว่า กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ   หมายถึง  ตัว พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ 2494        ไม่หมายรวมถึง  พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ท้องถิ่น 2500     ดังนั้น  ถ้ากลับเข้ารับราชการเป็น "ข้าราชการ"  ตามนิยาม พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ 2494      (คือทหารกลับเข้ารับราชการพลเรือน)  อย่างนี้ ต้องงดเบี้ยหวัด

เพราะ ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยเบี้ยหวัดนี้ ออก ตาม พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ 2494      คือเป็นกฎหมายลูก คำนิยามต่างๆ ในกฎหมายแม่ ย่อมมีผลบังคับ ไปในทางเดียวกัน

แต่ถ้า เข้ารับราชการเป็น ขรก. พนง.ท้องถิ่น  จะมีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญ ตาม พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ท้องถิ่น 2500     เพราะ ข้าราชการท้องถิ่น ไม่ใช่  "ข้าราชการ"  และคำว่า กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ   ไม่ได้หมายถึง  พรบ.ตัวนี้  จึงไม่ต้องงดเบี้ยหวัด

และแกก็ถาม เพื่อนๆ ผบ.หลายคน ส่วนใหญ่  ก็เข้าใจตามนี้  และ บางคนยังบอกเคย มีการหารือ กรมบัญชีกลาง ด้วยซ้ำว่า  เมื่อไปอยู่ภายใต้ พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ท้องถิ่น 2500  แล้ว   กรมบัญชีกลางไม่มีอำนาจหน้าที่ตามไปบังคับได้  กรมมีหน้าที่ภายใต้ พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ 2494 เทานั้น     ขรก. พนง.ท้องถิ่น  ไม่ใช่ ข้าราชการ  ประมาณนี้

ทีนี้มาถาม ฝ่ายที่ดูแลสวัสดิการ ผู้รับเบี้หวัดบำนาญ ที่ จทบ.   ส่วนใหญ่ก็ตอบเหมือนๆกัน  และเมื่ก่อน ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญจะต้อง รายงานตัวแสดงตัวประจำปี  ก็บอกว่า ไปเป็นปลัด อบต.  ก็ไม่เห็น มีการดำเนินการอะไร รู้กันอยู่แล้ว

นั่นคือ ที่ผมพอจะจำได้ครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น โลกัล วันที่ตอบ 2013-07-20 00:13:13



ก่อนหน้า123456789...2223ถัดไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





All Rights Reserved by Royal Thai Navy '29